TOP 10 Battalion WorldWar I

10 อันดับ กองทัพที่ใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1

10 อันดับ กองทัพที่ใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1

เครดิต :

แหล่งที่มา :

10. Japan

Japan มีกองกำลังทหารกว่า 800,000 นาย

9. Bulgaria

Bulgaria มีกองกำลังทหารกว่า 1,200,000 นาย

8. Turkey

Turkey มีกองกำลังทหารกว่า 2,850,000 นาย

7. USA

USA มีกองกำลังทหารกว่า 4,355,000 นาย

6. Italy

Italy มีกองกำลังทหารกว่า 5,615,000 นาย

5. Austria – Hungary

Austria – Hungary มีกองกำลังทหารกว่า 7,800,000 นาย

4. France

France มีกองกำลังทหารกว่า 8,410,000 นาย

3. British Empire

British Empire มีกองกำลังทหารกว่า 8,904,467 นาย

2. Germany

Germany มีกองกำลังทหารกว่า 11,000,000 นาย

1. Russia

Russia มีกองกำลังทหารกว่า 12,000,000 นาย

**หมายเหตุ

ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี http://www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

สงครมเวียดนาม

สงครามเวียดนาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามเวียดนาม
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามเย็น
UH-1combatmission1970.jpg
เฮลิคอปเตอร์ UH-1 ของสหรัฐบินเหนือเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในปี พ.ศ. 2513
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2498 – 30 เมษายน 2518
(19 ปี 179 วัน)
สถานที่ เวียดนามใต้ เวียดนามเหนือ กัมพูชา และลาว
ผลลัพธ์ ชัยชนะของเวียดนามเหนือ

  • การถอนกำลังสหรัฐจากอินโดจีน
  • เวียดนามใต้ถูกผนวกรวมกับเวียดนามเหนือเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
  • รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจในเวียดนามใต้ กัมพูชาและลาว
คู่ขัดแย้ง
ผู้บังคับบัญชา
กำลังพลสูญเสีย
  • ประเทศเวียดนามใต้ เวียดนามใต้
  • พลเรือนตาย 361,000[6]-720,000 คน;[6]ทหารตาย: 220,357 (ประเมินต่ำสุด)[7] – 316,000 นาย (ประเมินสูงสุด);[6] บาดเจ็บ 1,170,000 คน
  • สหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา
  • ตาย 58,220 นาย;[A 1] บาดเจ็บ 303,644 นาย[A 1]
  • เกาหลีใต้ เกาหลีใต้
  • ตาย 5,099 นาย; บาดเจ็บ 10,962 นาย; สูญหาย 4 นาย
  • ออสเตรเลีย ออสเตรเลีย
  • ตาย 500 นาย; บาดเจ็บ 3,129 นาย[8]
  • นิวซีแลนด์ นิวซีแลนด์
  • ตาย 37 นาย; บาดเจ็บ 187 นาย[9]
  • ไทย ไทย
  • ตาย 351 นาย; บาดเจ็บ 1,358 นาย[10]
  • ลาว ราชอาณาจักรลาว
  • ตาย 30,000 คน, บาดเจ็บไม่ทราบจำนวน[11]
  • รวมยอดผู้ตาย: 676,585 – 1,035,585
    รวมยอดผู้บาดเจ็บ: ~1,490,000+
  • ประเทศเวียดนามเหนือรัฐบาลปฏิวัติเฉพาะกาลสาธารณรัฐเวียดนามใต้ เวียดนามเหนือ, เวียดกง
  • พลเรือนตาย 50,000[6]-182,000 คน[12]ทหารตายหรือสูญหาย 533,000 – 1,489,000 นาย;[6] บาดเจ็บ 600,000+ นาย[13]
  • ประเทศจีน จีน
  • ตาย 1,446 นาย; บาดเจ็บ 4,200 นาย
  • สหภาพโซเวียต สหภาพโซเวียต
  • ตาย 16 นาย[14]
  • รวมยอดผู้ตาย: 584,462-1,672,462
    รวมยอดผู้บาดเจ็บ: ~604,200+
  • พลเรือนเวียดนามตาย: 411,000[6] – 2,000,000[15]
  • พลเรือนกัมพูชาตาย: 200,000 – 300,000*[16][17][18]
  • พลเรือนลาวตาย: 20,000 – 200,000*
  • รวมยอดพลเรือนตาย: 631,000 – 2,500,000[19]
  • รวมยอดทั้งหมด: 1,481,047 – 4,008,047
  • * กำกับตัวเลขโดยประมาณ

สงครามเวียดนาม เป็นข้อพิพาททางทหารยุคสงครามเย็นในประเทศเวียดนาม ลาวและกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498[A 2] กระทั่งกรุงไซ่ง่อนแตกเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 สงครามเวียดนามนี้เกิดขึ้นหลังสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง และมีเวียดนามเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรคอมมิวนิสต์เป็นคู่สงครามฝ่ายหนึ่ง กับรัฐบาลเวียดนามใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อื่น ๆ เป็นคู่สงครามอีกฝ่ายหนึ่ง[24] เวียดกง (หรือ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ) เป็นแนวร่วมประชาชนคอมมิวนิสต์เวียดนามใต้ที่ติดอาวุธเบาซึ่งได้รับการสั่งการจากเวียดนามเหนือ สู้รบในสงครามกองโจรต่อกำลังต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเป็นส่วนใหญ่ กองทัพประชาชนเวียดนาม (กองทัพเวียดนามเหนือ) ต่อสู้ในสงครามตามแบบมากกว่า และบางครั้งส่งหน่วยขนาดใหญ่เข้าสู่ยุทธการ กำลังสหรัฐอเมริกาและเวียดนามใต้อาศัยความได้เปรียบทางอากาศและอำนาจการยิงที่เหนือกว่าเพื่อดำเนินปฏิบัติการค้นหาและทำลาย ซึ่งรวมถึงกำลังภาคพื้นดิน ปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ

รัฐบาลสหรัฐมองว่าการเข้ามามีส่วนในสงครามเป็นหนทางป้องกันการยึดเวียดนามใต้ของคอมมิวนิสต์อันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การจำกัดการขยายตัวของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนา (containment) ที่ใหญ่กว่า รัฐบาลเวียดนามเหนือและเวียดกงมองข้อพิพาทนี้เป็นสงครามอาณานิคม ซึ่งเริ่มต้นสู้กับฝรั่งเศส โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ แล้วต่อมาสู้กับเวียดนามใต้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นรัฐหุ่นเชิดของสหรัฐ[25] ที่ปรึกษาทางทหารชาวอเมริกันมาถึงอินโดจีนขณะนั้นเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2493 การเข้ามามีส่วนของสหรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 โดยมีระดับทหารเพิ่มเป็นสามเท่าใน พ.ศ. 2494 และเพิ่มอีกสามเท่าในปีต่อมา[26] หน่วยรบของสหรัฐถูกจัดวางเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2498 ปฏิบัติการเกิดขึ้นข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ โดยลาวและกัมพูชาถูกทิ้งระเบิดอย่างหนัก การเข้ามามีส่วนในสงครามของสหรัฐถึงขีดสุดใน พ.ศ. 2511 ขณะเดียวกับการรุกตรุษญวน หลังจากนี้ กำลังภาคพื้นดินของสหรัฐค่อย ๆ ถูกถอนออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่เรียกว่า การแผลงเป็นเวียดนาม (Vietnamization) แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีสโดยภาคีทุกฝ่ายเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2516 แล้ว แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

การมีส่วนร่วมทางทหารของสหรัฐยุติลงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2516 อันเป็นผลมาจากคำแปรญัตติเคส–เชิร์ช (Case–Church Amendment) ที่ผ่านโดยรัฐสภาสหรัฐ[27] การยึดกรุงไซ่ง่อนโดยกองทัพประชาชนเวียดนามในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 เป็นจุดสิ้นสุดของสงคราม และมีการรวมชาติเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ในปีต่อมา สงครามนี้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมหาศาล ประเมินตัวเลขทหารและพลเรือนชาวเวียดนามที่ถูกสังหารมีตั้งแต่น้อยกว่า 1 ล้านคนเล็กน้อย[28] ไปถึงกว่า 3 ล้านคน[19][29]ชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 2-3 แสนคน[16][17][18] ชาวลาวเสียชีวิต 20,000-200,000 คน[30][31][32][33][34][35] และทหารชาวอเมริกันเสียชีวิตในข้อพิพาทนี้ 58,220 นาย[A 1]

สาเหตุของสงครามเวียดนาม[แก้]

Question book-4.svg
บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือเนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก

กำเนิดขบวนการใต้ดิน[แก้]

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการเวียดมินห์ ได้ถือกำเนิดขึ้น โดย โฮจิมินห์ เป็นผู้นำ ระยะแรก การดำเนินการนั้น เพียงเพื่อหวังว่าจะขับไล่ญี่ปุ่นออกจากประเทศไปเท่านั้น แต่ครั้นในปี ค.ศ. 1944 พวกเวียดมินห์ได้ตั้งกองบัญชาการกองโจรขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนกำลังและอาวุธจากสหรัฐอเมริกา

แต่กำลังการรบของเวียดมินห์นั้นยังเป็นกองกำลังเล็กๆ ยังไม่สามารถที่จะไปต่อต้านพวกญี่ปุ่นได้
ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป คือ ญี่ปุ่นได้ปลดอาวุธและขังทหารฝรั่งเศสประจำอินโดจีน จึงเป็นเหตุทำให้ฝรั่งเศสนั้นเสียศักดิ์ศรีไปมาก เพราะขณะเกิดเรื่องนี้ ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงคราม ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวเวียดนามกลุ่มต่างๆ ที่ดิ้นรนเพื่อเป็นเอกราช ได้เริ่มดำเนินการทันที ซึ่งผู้นำนั้นก็คือ ซึ่งเคยเป็นจักรพรรดิแคว้นอันนัม ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น “จักรพรรดิแห่งเวียดนาม” และต่อมาทำให้กลุ่มของสมเด็จพระจักรพรรดิเบาได๋ มีความหวังยิ่งขึ้น คือ นายพลเดอโกลล์ ได้กล่าวคลุมเครือว่าอยากให้เวียดนามปกครองตนเอง ซึ่งทำให้พวกชาตินิยมในเวียดนามต่างก็มีความหวังในเรื่องเอกราชโดยสันติวิธียิ่งขึ้นไปอีก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาได้ทำลายความหวังลงไป เพราะกลุ่มเวียดมินห์ได้สั่งให้ประชาชนต่อต้านญี่ปุ่น แต่คำสั่งนี้มีเจตนาแอบแฝง ไว้เพื่อหวังผลอีกทางหนึ่ง โดยมีเจตนาหาทางป้องกันไม่ให้ฝรั่งเศสกลับมามีอำนาจในเวียดนามอีก

ประกาศเอกราชในเวียดนาม[แก้]

ซึ่งการที่กลุ่มเวียดมินห์นั้นได้สั่งให้ประชาชนต่อต้านญี่ปุ่น ได้ผลดีมากในทางภาคเหนือของประเทศ จักรพรรดิเบาไต๋ได้สละตำแหน่งประมุขของประเทศแล้วจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น แล้วประกาศเอกราชในเวลาต่อมา ความสำเร็จในการยึดอำนาจครั้งนี้ ทำให้พวกคอมมิวนิสต์ที่ปะปนอยู่ในหมู่ชาตินิยมเวียดนามสามารถตั้งตนในหมู่คณะชั้นนำของขบวนการปฏิวัติได้อีก

ต่างชาติเข้าแทรกแซง[แก้]

ฝรั่งเศสยังมีความพยายามที่จะยึดครองเวียดนามอยู่ แต่โอกาสยังไม่อำนวยเพราะขาดกำลังทหารและพาหนะลำเลียง แต่เวียดนามก็ยังคงตกอยู่ในสภาพดังเดิม เพราะมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรผู้ชนะสงครามได้เข้ามายึดครองแทน โดยมีอังกฤษเข้ายึดครองภาคใต้ของเวียดนาม จีนคณะชาติยึดครองทางภาคเหนือของเวียดนาม ชาวเมืองต่างไม่พอใจในการกระทำของอังกฤษ นายพลเกรซี่ย์ ผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษในเวียดนาม ได้ประกาศกฎอัยการศึกในเขตที่ยึดครอง สำหรับฝรั่งเศสมีทหารจำนวนเล็กน้อยได้มาถึงไซง่อนแล้ว ไปยึดตึกที่ทำการของรัฐบาล รื้อฟื้นอำนาจของฝรั่งเศสใหม่

ขบวนการผู้รักชาติ[แก้]

โฮจิมินห์เริ่มเล็งเห็นถึงความเสียเปรียบ พยายามที่จะเอาชนะฝรั่งเศส ซึ่งกระทำได้ก็โดยการรวบรวมชาวเวียดนามที่มีหัวชาตินิยมไปเป็นพวก และเพื่อเป็นการปกปิดการหนุนหลังคอมมิวนิสต์ พร้อมกับแสดงให้ประชาชนเห็นว่าเป็น ขบวนการผู้รักชาติ โดยสั่งยุบพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย และจัดตั้ง แนวแห่งชาติ ขึ้นแทน ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์นั้นได้กลายเป็นองค์กรใต้ดิน ดำเนินการอย่างลับๆต่อมาเป็นเวลานาน

ข้อตกลงระหว่างจีนคณะชาติกับฝรั่งเศส[แก้]

ภาคเหนือของเวียดนาม เป็นที่มั่นของขบวนการเวียดมินห์แต่มีกองทัพจีนคณะชาติอยู่ ฝรั่งเศสอยากให้จีนคณะชาติถอนตัวไปเพื่อจะได้ปราบพวกเวียดมินห์ และยึดภาคเหนือคืนได้สะดวกขึ้น ดังนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 ฝรั่งเศสจึงได้ตกลงกับเจียงไคเซ็ค ยอมยกเลิกสิทธพิเศษในจีนเพื่อแลกกับการถอนทหารจีนออกไปจากภาคเหนือของเวียดนาม โฮจิมินห์พอเข้าใจถึงผลจากข้อตกลงนี้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องปะทะกับฝรั่งเศสและจีน จึงต้องยอมให้ฝรั่งเศสยึดที่มั่นบางแห่งในภาคกลางและภาคเหนือ เพราะขณะนี้ โฮจิมินห์ ยังไม่พร้อมที่จะรบหรือต่อต้านกับชาติใดๆทั้งสิ้น

พยายามแสวงหาสันติภาพ[แก้]

ฝรั่งเศสและเวียดมินห์ต่างก็พยายามจะตกลงกันโดยสันติวิธีโดยโฮจิมินห์ยอมให้ฝรั่งเศสเคลื่อนกำลังเข้ายังฮานอยและไฮฟอง ส่วนฝรั่งเศสก็ตอบแทนด้วยการรับปากว่าจะให้เวียดนามเป็น ประเทศเสรี แต่ผลที่ได้รับจากการตกลงดังกล่าว ได้กลายเป็นสาเหตุแห่งความยุ่งยากร้ายแรงในเวลาต่อมา กล่าวคือ การประชุมเจรจากันระหว่าง 2 ประเทศนั้นไม่ลงรอยกันมากขึ้น เพราะการประชุมส่วนใหญ่เกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไม่ได้กล่าวถึงเสรีภาพเลย ฝรั่งเศสมุ่งที่จะยึดครองด้วยกำลังทหาร ในช่วงเวลานี้ได้เกิดเหตุร้ายในไฮฟองหลายครั้ง ฝรั่งเศสระดมยิงหมู่บ้านไฮฟองเสียหายมากมาย
ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้ฝ่ายเวียดมินห์เห็นว่า การตกลงโดยสันติวิธีกับฝรั่งเศสคงไม่เป็นผล ดังนั้นจึงได้สั่งเคลื่อนกำลังพลโจมตีกองทหารฝรั่งเศสทั่วประเทศทันทีในวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1946

ปัญหาระหว่างฝรั่งเศส – เวียดนาม[แก้]

เอกราชของเวียดมินห์ที่ชาวเวียดนามแสวงหา กลายเป็นปัญหาสำคัญทางการเมืองที่สำคัญที่สุด และเป็นผลทำให้ชาวเวียดนามที่มีหัวปานกลางที่สังกัดกลุ่มชาตินิยม ซึ่งในระยะแรกคิดจะปรองดองกับฝรั่งเศส โดยจะยอมรับการปกครองของฝรั่งเศสแบบใดแบบหนึ่ง แล้วต้องสัญญาให้เอกราชที่สมบูรณ์ในภายหลัง แต่ฝรั่งเศสไม่สนใจ จึ่งทำให้พวกชาตินิยมกลุ่มนี้พยายามจัดตั้ง แนวสหภาพชาตินิยม เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 และได้กลายเป็นพลังการต่อต้านที่สำคัญในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุดังกล่าว ฝรั่งเศสจึงได้กลายเป็นที่เกลียดชังของพวกชาตินิยมชาวเวียดนาม แม้แต่พวกไม่เคยต่อต้านฝรั่งเศสและนักการเมืองก็ต้องให้ความร่วมมือกับพวกปฏิวัติ หรือหนีไปนอกประเทศ ต่อมาในภายหลังฝรั่งเศสได้เสนอต่อเวียดนาม ให้มีเสรีภาพในวงกรอบแห่งสหภาพฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ให้ความแน่ชัดในทางปฏิบัติ จึงเป็นเหตุให้พวกเวียดมินห์ที่ไม่พอใจฝรั่งเศส ทำการกวาดล้างชาวเวียดนามด้วยกันเองที่สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวของฝรั่งเศส

ปี ค.ศ. 1948 โงดินห์เตียมได้เสนอให้ฝรั่งเศสยกฐานะเวียดนามขึ้นเป็นประเทศในเครือจักรภพ แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ แต่อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสก็พยายามที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดของตนด้วยการเชิญเบาไต๋ ขึ้นเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล แต่ก็ไม่เกิดผลดีแก่ฝรั่งเศสแต่อย่างใด เพราะฝ่ายชาตินิยมหมดความไว้วางใจในฝรั่งเศสเสียแล้ว นอกจากนี้พวกคอมมิวนิสต์เวียดมินห์ ได้ควบคุมความเคลื่อนไหวของพวกชาตินิยมโดยสิ้นเชิง และเบาไต๋ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมของประชาชน

การมองข้ามความสำคัญของพลังความรู้สึกทางชาตินิยมของชาวเวียดนาม และการไม่แสวงหาสันติภาพด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นความผิดพลาดขั้นแรกของฝรั่งเศส ตลอดจนไม่นึกถึงความสำคัญของความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยให้ข้าศึกสามารถรวมตัวกันได้เป็นปึกแผ่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มเข้าช่วยฝรั่งเศสในการรบกับเวียดมินห์ เมื่อปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปพัวพันกับเวียดนามมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในด้านการทหาร เศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นด้วย

สาเหตุสงครามครั้งที่ 3

“มาบุส (MABUS ) จะตายในไม่ช้า
จะมีการฆ่าหมู่คนและสัตว์อย่างสยดสยอง
ทันใดนั้นการแก้แค้นจะปรากฎขึ้นจากร้อยแผ่นดิน
ความกระหาย อดอยาก จะเกิดขึ้นเมื่อดาวหางโคจรผ่านมา…..”

1… MABUS ที่นอสตราดามุสพูดถึง คือ ประธานาธิบดีอิหร่าน มะห์มูด อะห์มาดิเนจาด Iranian President Mahmoud Ahmadinejad

2… อย่าคิดว่าสงครามโลกใกล้จะเกิดแล้วนะครับ ยังไม่ถึงเวลา นอสตราดามุส แค่ลำดับร้อยเรียงเหตุการณ์เฉยๆ เพื่อรอให้ผมphonsak ผู้มีจิตบริสุทธิ์เป็นผู้ตีความ MABUS ไม่ได้เป็นคนก่อสงครามโลกครั้งที่ 3 MABUS เป็นแค่ผู้ที่ทำให้ชาวมุสลิมเกลียดชังสหรัฐและพันธมิตรมากขึ้นเท่านั้น

พูดง่ายๆ… สงครามโลกครั้งที่ 3 จะไม่เกิดขึ้นในยุคนี้ แต่จะเกิดขึ้นในอีก 300 กว่าปีขึ้นไป

ผมจะเรียงลำดับเหตุการณ์ในคำพยากรณ์ของนอสตราดามุสใหม่ให้ฟัง

“มาบุส (MABUS ) จะตายในไม่ช้า
จะมีการฆ่าหมู่คนและสัตว์อย่างสยดสยอง
ทันใดนั้นการแก้แค้นจะปรากฎขึ้นจากร้อยแผ่นดิน
ความกระหาย อดอยาก จะเกิดขึ้นเมื่อดาวหางโคจรผ่านมา…..”

1. จะมีการฆ่าหมู่คนและสัตว์อย่างสยดสยอง สิ่งนี้ได้เกิดไปแล้ว
2. ทันใดนั้นการแก้แค้นจะปรากฎขึ้นจากร้อยแผ่นดิน สิ่งนี้บางส่วนได้เกิดขึ้นแล้ว บางส่วนกำลังเกิดขึ้น บางส่วนจะเกิดขึ้นต่อไป
3. มาบุส (MABUS ) จะตายในไม่ช้า สิ่งนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น มาบุสจะป่วยตายเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เขาเพียงแต่จุดประกายความคิดที่จะมีอาวุธนิวเคลัยร์เท่านั้น
4. ความกระหาย อดอยาก จะเกิดขึ้นเมื่อดาวหางโคจรผ่านมา สิ่งนี้ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 300-350 ปี

เพราะฉะนั้น คนที่เป็นห่วงว่าจะเกิดสงครามโลกในยุคนี้ เนื่องจากมีสัญญาบ่งชี้หลายอย่าง โดยเฉพาะเหตุพยายามวางระเบิดเกิดขึ้นแล้วในจอร์เจีย อินเดีย และไทย ส่วนรายต่อไปจะเป็นประเทศใด ยังไม่อาจจะเดาได้…แต่มีแน่ๆ ขอให้ใจเย็นๆไว้ก่อน ยังไม่มีสงครามโลกในยุคนี้หรอก เพราะทางกลุ่มมุสลิมยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

3… ย้ำ! สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นในอีก 300-350 ปีข้างหน้าครับ

ความบาดหมางระหว่างสหรัฐและพันธมิตร เช่น อิสราเอล อียู กับ ประเทศมุสลิมต่างๆ จะสะสมและทวีความรุนแรงเกลียดชังในใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ…กลุ่มประเทศอิสลาม อาจจะเป็นอิหร่านหรือมุสลิมในอัฟริกา มีอาวุธนิวเคลียร์และสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้

ชนวนสงครามจริงๆมาจาก ความกระหาย อดอยากด้านอาหารจะทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากประชากรโลกเพิ่มขึ้นไม่เคยหยุด ในขณะที่ทรัพยากรโลกมีจำกัดมาก

“ความกระหาย อดอยาก จะเกิดขึ้นเมื่อดาวหางโคจรผ่านมา”

เมื่อกลุ่มประเทศมุสลิมอกอยาก ในขณะที่สหรัฐร่ำรวย และเอาเปรียบ จึงเป็นการง่ายที่เหล่าประเทศที่ฝังใจตลอดว่า ถูกเอาเปรียบ และโดนรังแกอย่างไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง จะลุกขึ้นมาเอาคืน และเอาคืนแบบหนักๆด้วย ชนิดต้องเริ่มโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ก่อนจึงจะได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้กล่มพันธมิตรอิสลามหัวรุนแรง จึงโจมตีสหรัฐด้วยระเบิดนิวเคลียร์

แต่ใครจะยอมล่ะครับ สหรัฐ และพันธมิตร เช่น อิสราเอล อียู จึงต้องถล่มกลุ่มประเทศมุสลิมทั่วโลกด้วยอาวุธหนักๆ คือ นิวเคลียร์ เช่นกัน

4… แล้วใครชนะในสงครามโลกครั้งนี้ล่ะครับ

พันธมิตรดีๆมีศีลธรรมของอิสลามน่ะซิครับ เป็นอิสลามที่อยู่ไกลจากพื้นที่สงครามมาก พอกลุ่มประเทศพันธมิตรอิสลามหัวรุนแรง กับ สหรัฐ และพันธมิตร ที่หัวรุนแรง รบกันจนตายห่าตายโหงเกือบทุกประเทศแล้ว

พันธมิตรของสหรัฐและยุโรปที่เหลืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธในเอเซีย เช่น ไทย พม่า รู้ว่าชนะไปไม่มีใครได้อะไรทั้งนั้น จึงประกาศยอมแพ้ หรือจะเรียกว่าเจรจาสงบศึกก่อนก็ได้ กลุ่มอิสลามที่เหลือแต่คนมีศีลธรรม จึงยอมรับทุกเงื่อนไข จริงๆก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรหรอก เลิกรบกันไปเอง เพราะคนในโลกตอนนั้นก็เหลือแค่อยู่ไม่ถึง 100 ล้านคนแล้ว อีก 7,000 ล้านคน ม่องเท่งตายห่าตายโหงไปแล้ว

แล้วไอ้พวกที่ก่อสงครามโลก และคนของพวกเขาทุกคนไปไหนหมดล่ะ….มีหรือจะเหลือ ถ้ามีซากให้เห็นก็นับว่าบุญโขแล้ว บ้านเมืองและผู้คนในประเทศสหรัฐ อียู และพันธมิตร รวมทั้งบ้านเมืองและผู้คนในพันธมิตรกลุ่มประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางและอัฟริกา ต่างตายและล่มสลายไป โดยไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น อารยธรรมของโลกจึงถึงจุดสิ้นสุด และล่มสลาย

ย้ำอีกครั้งเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เศษๆพันธมิตรอิสลาม และ เศษๆพันธมิตรฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก ที่เหลืออยู่ มีแต่คนดีๆทั้งๆ คนหัวรุนแรงตายหมดไปจากโลกนี้ เพราะอำนาจระเบิดนิวเคลียร์ที่แต่ละฝ่ายใช้กวาดล้างใหญ่คู่ต่อสู้นั้น มีอานุภาพร้ายแรงกว่าที่ฮิโรชิม่าเป็น 100 ร้อยเท่า

5… พวกที่ตายไป 7,000 ล้านคนนั้นโชคดี แต่พวกที่เหลืออยู่ไม่ถึง 100 ล้านคน ที่รอดตายจากการกวาดล้างใหญ่ซิ ต้องทนอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี อายุของมนุษย์จึงไม่ยืนยาว คนรุ่นใหม่ อายุแค่ 10 ปีหรือกว่านิดหน่อยก็ตายแล้ว เด็กๆจึงต้องสืบพันธุ์กันเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ไว้

6… เมื่อผู้แพ้และผู้ชนะที่เหลืออยู่ในโลกนี้ มีแค่หลักไม่ถึง 100 ล้านคน เป็นคนดีๆทั้งนั้น ที่ไม่อยู่ในพื้นที่ที่ทำสงคราม ด้วยเหตุนี้ต่างฝ่ายจึงต่างสวมกอดกันได้ ดังที่พุทธพจน์ที่ว่า

“ ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา ก็หนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกห้วยหุบเขา จะเหลืออยู่ก็แต่มนุษย์ที่มีปัญญา นอกกว่านั้นแล้วก็ถึงซึ่งพินาศฉิบหายเป็นอันมาก 

เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่ซ่อนเร้นอยู่นั้น เห็นสงบสงัดเสียงคนก็ออกมาจากที่ซ่อนเร้น ครั้นเห็นซึ่งกันและกัน ก็มีความสงสารรักใคร่กันเป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัด ร้องไห้กันไปมา บังเกิดมีความเมตตากรุณากันมากขึ้นไป ครั้นตั้งอยู่ใน “เมตตาพรหมวิหาร” แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล ๕ จำเริญ กรรมฐานภาวนาว่า

7… พุทธพจน์ที่วา เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว = สงครามนิวเคลียร์ครั้งนี้มีอายุแค่ 7 วัน แม่งก็ตายโหงตายห่ากันหมด ประชากรของโลกเหลือแค่ 1% แล้วสงสัยจะเป็นคนพุทธเป็นส่วนใหญ่ซะด้วย พระพุทธองค์จึงตรัสว่าศาสนาของพระองค์จะมีอายุ 5,000 ปี

8… วันสิ้นสุดโลกอธรรมคือการเปลี่ยนไปเป็นยุคทองที่มีแต่คนดี จะเป็นแบบที่ผมกล่าว แล้วยุคศรีวิไลซ์คือยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์ล่ะไปไหน

ยุคพระศรีอาร์ยไม่ได้อยู่ในโลกมนุษย์ในมิตินี้ครับ แต่อยู่ในโลกในมิติอื่น หลักฐานก็ชัดเจน ตีความกันไม่ออกเท่านั้น องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า – พระองค์มีพระวรกายสูงได้ ๘๘ ศอก ดังนั้น พระศรีอาริยเมตตรัยพุทธเจ้า” ท่านจึงเป็น”ยักษ์” สำหรับโลกมนุษย์ใบนี้ เพราะตัวสูงเท่ากับตึก 20-30 ชั้น จะอยู่ในโลกใบนี้มิตินี้ไม่ได้ โลกของพระองค์ เป็นโลกมนุษย์ในมิติอื่น

9… พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระศรีอาริยเมตไตรย์ จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในภัทรกัปนี้ พระพุทธองค์ท่านไม่ได้หมายถึงโลกใบนี้ในมิตินี้นะครับ โลกใบนี้ในมิตินี้มีโคตมะพระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่เป็นพระพุทธเจ้า(องค์ที่ 4) ในภัทรกัปนี้ ส่วนพระพุทธเจ้าอีก 4 องค์ในภัทรกัป ต่างอยู่ในโลกมนุษย์ในมิติอื่นทั้งนั้น รวมทั้งพระศรีอาริยเมตไตรย์ด้วย

10 อันดับภัยพิบัติ/อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ อันเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

10 Worst Nuclear Accidents/Disasters in History

โกมล อังกุรรัตน์
อดีตผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์ไอโซโทปรังสี (เกษียณ)
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

          ตามข้อกำหนดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ให้คำนิยามของอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และอุบัติเหตุการแผ่รังสีนิวเคลียร์/ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ ไว้ดังนี้คือ “เหตุการณ์ที่นำไปสู่ผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้คน สภาพแวดล้อม หรือสถานที่ ตัวอย่างรวมถึงผลกระทบร้ายแรงต่อเฉพาะบุคคล การปลดปล่อยกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากออกมาสู่สภาวะแวดล้อม หรือแกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลาย” ไม่ว่าจะเป็นกรณีอุบัติเหตุ หรือได้มีการตั้งใจวางแผนไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด และสาเหตุอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ ซึ่งภัยพิบัติที่มีผลต่อร่างกายของคน จิตใจ อารมณ์ เศรษฐกิจ และทางด้านพันธุกรรม การผันแปรหรือการก่อให้เกิดความเสียหายต่อ “หน่วยพันธุกรรม (gene)” ที่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงในรุ่นลูกหลานที่จะตามมา

อันดับที่10 อุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ 28 มีนาคม 1979 (Three Mile Island-March 28, 1979)


โรงไฟฟ้าทรีไมล์ไอส์แลนด์ 28 มีนาคม 1979

          อุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ (US-1979) ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5 ของอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในวันที่ 28 มีนาคม 1979 ในชั่วโมงเริ่มต้นตอนเช้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ เกิดการหลอมละลายของวงจรทุติยภูมิหนึ่ง อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ทำให้เกิดการปลดปล่อยแก๊สกัมมันตรังสี 13 ล้านคูรี ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดความสูญเสียถึง 2,400 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ได้มีการฟ้องร้องในศาลต่อเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้รวม 10 กรณี ที่ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี ในการตัดสินความ โชคดีเป็นอย่างยิ่งที่อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ

อันดับที่ 9 อุบัติเหตุที่กัวเนีย 13 กันยายน 1987 (Goiania Accident- September 13, 1987)

 
อุบัติเหตุที่กัวเนีย –13 กันยายน 1987

          มีประชาชนมากกว่า 240 คนได้รับการแผ่รังสี เมื่อตัวแทนจำหน่ายเศษโลหะของเก่าใน กัวเนีย ประเทศบราซิล ได้ทำลายเพื่อเปิดเครื่องมือที่ใช้ในสำหรับรังสีบำบัดที่ถูกทิ้งร้าง และนำเอาชิ้นส่วนเป็นก้อนเค้กขนาดเล็ก ที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงมากในรูปของซีเซียมคลอไรด์ออกมา อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อ 13 กันยายน 1987 สภาพแวดล้อมและบริเวณแวดล้อมมีการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีอย่างร้ายแรง อาคารหลายหลังต้องถูกรื้อถอน มีผู้เสียชีวิตไป 4 คน จากอุบัติเหตุนี้ เด็ก ๆ หลายคนได้ให้ความสนใจกับสีฟ้าอันสดใสของวัสดุกัมมันตรังสี และได้นำมาสัมผัสลูบไล้บนผิวของตนเอง อันเป็นผลให้มีการปนเปื้อนแผ่ออกไปในหลาย ๆ ช่วงตึกของเมือง

อันดับที่ 8 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วินด์สเกล 10 ตุลาคม 1957 (Windscale Pile – October 10, 1957)


วินด์สเกล 10 ตุลาคม 1957

          อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 ตุลาคม 1957 เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วินด์สเกล ทำให้มีการลุกไหม้ของพลูโทเนียม ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทำให้มีการปนเปื้อน ของกัมมันตภาพรังสีบริเวณรอบๆ ฟาร์มโคนม การปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีทำให้มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งไป 33 คน ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวิติศาสตร์ ของอังกฤษ มีระดับความรุนแรงอยู่ในระดับ 5 จากระดับ 7 ของมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ (International Nuclear Event Scale) ไฟไหม้ทำให้เกิดการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสี โดยจากกลุ่มของนิวไคลด์กัมมันตรังสีต่าง ๆ มีไอโอดีน-131 ประมาณ 20,000 คูรี เช่นเดียวกับซีเซียม-137 594 คูรี และซีนอน-133 24,000 คูรี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้อาศัยบริเวณรอบ ๆ เกิดกรณีการเป็นมะเร็ง นอกจากนี้ฟาร์มโคนมก็มีการปนเปื้อนอย่างร้ายแรง ทำให้ผลผลิตนมมียอดขายลดลงถึง 15%

อันดับที่ 7 อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่ชอล์กริเวอร์ 1952 (Chalk River Nuclear Accident-1952)


ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ที่ห้องปฏิบัตการชอล์กริเวอร์ – 12 ธันวาคม 1952

          ห้องปฏิบัติการณ์ที่ชอล์กริเวอร์เป็นที่ตั้งของการวิจัยและพัฒนาที่สำคัญ เพื่อการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ CANDU ในวันที่ 12 ธันวาคม 1952 แท่งควบคุมการหยุดเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เกิดล้มเหลว รวมกับข้อผิดพลาดหลายอย่างของผู้ปฏิบัติงาน อันนำไปสู่การเพิ่มระดับของกำลังมากกว่าสองเท่า ของระดับอัตรากำลังที่ผลิตได้ของเครื่องปฏิกร์นิวเคลียร์ ที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ NRX ของ AECL ความเลวร้ายอยู่ในระดับ 5 ของมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ ชุดแก๊สไฮโรเจนเกิดระเบิด ทำให้โดมกักเก็บแก๊สซึ่งมีน้ำหนัก 4 ตัน ถูกเหวี่ยงลอยขึ้นไปในอากาศสูงถึง 4 ฟุต ที่ซึ่งถูกกักเก็บอยู่ภายในโครงสร้างตึกแบบพิเศษ ผลผลิตฟิชชันหลายพันคูรีได้ถูกปลดปล่อยออกมาสู่บรรยากาศ และน้ำล้านแกลลอนของที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ได้ถูกสูบออกมาจากชั้นใต้ดิน และถูก “ขจัด” ให้อยู่ในคูตื้น ๆ ที่ไม่ไกลจากแม่น้ำออตตาวา แกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ NRX ไม่สามารถที่จะขจัดการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีออกได้ จึงต้องถูกฝังกลบให้เป็นกากกัมมันตรังสี ในเวลานั้นหนุ่มน้อยจิมมี่ คาร์เตอร์ วิศวกรนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งภายหลังได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในหลายร้อยทหารเกณฑ์ของแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งได้รับคำสั่งให้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ NRX ภายหลังจากการเกิดอุบัติเหตุ

อันดับที่ 6 แคสเซิลบราโว 1 มีนาคม 1954 (Castle Bravo-March 1, 1954)


แคสเซิลบราโว 1 มีนาคม 1954

          ที่เกาะปะการังบิกินีของหมู่เกาะไมโครนีเซียในมหาสุทรแปซิฟิก เป็นที่ตั้งของการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 20 ครั้ง ระหว่างปี 1946 และ 1958 แคสเซิลบราโว (Castle Bravo) เป็นชื่อรหัสที่กำหนดให้ สำหรับการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนเทอร์โมนิวเคลียร์นิวเคลียร์ ที่ใช้เชื้อเพลิงแห้งเป็นครั้งแรก การทดสอบได้ดำเนินการในวันที่ 1 มีนาคม 1954 ที่เกาะปะการังบิกินี หมู่เกาะมาร์แชลล์ เมื่ออาวุธถูกจุดระเบิดและการระเบิดเกิดขึ้น ทำให้เกิดเป็นปากปล่องภูเขาไฟ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6,500 ฟุต (2,000 เมตร) ลึก 250 ฟุต (75 เมตร) แคสเซิลบราโวเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด กว่าที่เคยถูกจุดระเบิดมาโดยสหรัฐอเมริกา โดยมีพลังงานได้ออกมาถึง 15 เมกะตัน ซึ่งมากเกินกว่าระดับพลังงานที่คาดหวังไว้คือ 4-6 เมกะตัน ในส่วนนี้เป็นผลมาจากการคำนวณที่ผิดพลาด อันนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุอันรุนแรงทางด้านการปนเปื้อนทางรังสี ยิ่งกว่าครั้งใดที่สหรัฐอเมริกาเคยทำให้เกิดขึ้น โดยถ้าคิดในแง่ของความเทียบเท่ากับลูกระเบิดทีเอ็นทีเป็นตันแล้ว แคสเซิลบราโวมีพลังงานที่มากกว่าประมาณ 1,200 เท่าของลูกระเบิดอะตอมที่ทิ้งในฮิโรชิมาและนางาซากิ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งไปกว่านั้น เมฆของรังสีทำให้เกิดการปนเปื้อนปกคลุมพื้นที่มากกว่า 7พันตารางไมล์รอบ ๆ มหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งหมู่เกาะเล็ก ๆ เช่น Rongerik และ Rongelap และ Utirik ผู้คนบนเกาะต้องถูกอพยพออก แต่ในลูกหลานในรุ่นต่อมาได้รับผลกระทบ ชาวบ้านท้องถิ่นได้รับความทรมานจากความไม่สมบูรณ์ทางร่างกายตั้งแต่เกิด เรือประมงของญี่ปุ่นชื่อ Daigo Fukuryu Maru ได้รับการสัมผัสปนเปื้อนฝุ่นกัมมันตรังสี เป็นสาเหตุให้ลูกเรือทั้งหมดเกิดการเจ็บป่วยมีผู้เสียชีวิตไปหนึ่งราย ปลา น้ำ พื้นดิน เกิดการปนเปื้อนทางกัมมันตรังสีอย่างรุนแรง ทำให้แคสเซิลบราโวเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด

อันดับที่ 5 อุบัติเหตุเรือดำน้ำโซเวียต K-431- 10 สิงหาคม 1985 (Soviet Submarine K-431 Accident- August 10, 1985)


อุบัติเหตุเรือดำน้ำโซเวียต K-431 – 10 สิงหาคม 1985

          เรือดำน้ำโซเวียตชั้น Echo II ชื่อว่า K-431 ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการระเบิดขนาดใหญ่ระหว่างการเติมเชื้อเพลิงใหม่ที่ท่าเรือวลาดิวอสต็อก ประเทศรัสเซีย การระเบิดทำให้เกิดเมฆกัมมันตรังสีของแก๊สกระจายไปสู่อากาศ กลาสีเรือ 10 คน เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ และอีก 49 คน ต้องอยู่ในการเฝ้าสังเกตอาการ จากการได้รับบาดเจ็บจากการแผ่รังสีในจำนวนนี้ 10 คน มีการพัฒนาให้เห็น โดยแสดงอาการป่วยจากการแผ่รังสี ยิ่งไปกว่านั้นคนจำนวน 2,000 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากการดำเนินงานทำความสะอาด ในจำนวนนี้ 290 คน ได้รับการแผ่รังสีในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับระดับมาตรฐานปกติ นิตยสารไทม์ได้ระบุว่าอุบัติเหตุนี้เป็นหนึ่งใน “ภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด” ของโลก

อันดับที่ 4 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มายัค 29 กันยายน 1957 (Mayak Nuclear Plant- September 29, 1957)


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มายัค 29 กันยายน 1957

          โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มายัค เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า Chelyabinsk-40 และต่อมาเปลี่ยนเป็น Chelyabinsk-65 เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในสหพันธรัฐรัสเซีย ยังเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมอาวุธนิวเคลียร์ ที่นี้เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุ 20 ครั้ง หรือมากกว่า ที่มีผลกระทบต่อประชาชนครึ่งล้านคนเป็นอย่างน้อยในช่วง 45 ปี ที่ผ่านมา อุบัติเหตุที่น่าจดจำบันทึกเป็นที่สุด เกิดขึ้นเมื่อ 29 กันยายน 1957 เผยให้เห็นถึงความลับของระบอบการปกครองของรัสเซีย ความล้มเหลวของระบบทำความเย็น สำหรับถังเก็บสารละลายหลายหมื่นตันของกากกัมมันตรังสี ที่นำมาละลายกับสารเคมี (ที่ไม่เป็นสารกัมมันตรังสี) เป็นผลให้เกิดการระเบิด มีแรงระเบิดคาดคะเนว่าเทียบเท่าทีเอ็นทีประมาณ 75 ตัน (310 gigajoules) ทำให้เกิดการปลดปล่อยกัมมันตรังสีประมาณ สองล้านคูรี ครอบคลุมพื้นที่มากว่า 15,000 ตารางไมล์ เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 คน จากการเจ็บป่วยจากการได้รับการแผ่รังสี ประชากร 10,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และ470,000 คน ได้รับการแผ่รังสี ผู้ตกเป็นเยื่อใบหน้าจะมองเห็น “การหลุดลอก” ของผิวหนังใบหน้า มือ และทุกส่วนของร่างกาย ที่ได้รับการแผ่รังสี พื้นที่ขนาดใหญ่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เป็นเวลาเป็นหลายสิบปีหรือบางทีเป็นศตวรรษ อุบัติเหตุเป็นผลให้ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต หลายพันคนได้รับบาดเจ็บ และที่อยู่บริเวณโดยรอบก็ต้องถูกอพยพ อุบัติเหตุครั้งนี้ความรุนแรงอยู่ในระดับ “ร้ายแรง” ระดับ 6 จากสูงสุด 7 ระดับของมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์

อันดับที่ 3 ภัยพิบัติเชอร์โนบิล 26 เมษายน 1986 (Chernobyl Disaster-April 26, 1986)

 
ภัยพิบัติเชอร์โนบิล 26 เมษายน 1986

          ภัยพิบัติเชอร์โนบิลเป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์เกิดขึ้นเมื่อ 26 เมษายน 1986 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน (ปัจจุบันคือประเทศยูเครน) อุบัติเหตุเกิดขึ้นที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ใกล้ ๆ กับเมืองปริเปียต (Pripyat) เกิดขึ้นโดยระดับกำลังของเครื่องที่ผลิตพลังงานออกมาสูงขึ้นอย่างทันทีทันใด และเมื่อมีความพยายามที่จะดับเครื่องในกรณีฉุกเฉิน ก็ยังคงควบคุมระดับพลังงานของเครื่องไม่ได้ ยังคงมีระดับพลังงานของเครื่องสูงอยู่อย่างมาก ซึ่งนำไปสู่การแตกออกของถังเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งทำให้เกิดการระเบิดเป็นระยะ ๆ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประเทศเบลารุส รัสเซีย และยูเครน และจากปี 1986 ถึง 2000 มีฝุ่นกัมมันตรังสีตกลงมาสู่พื้นที่ของเบลารุสถึง 60% ทำให้ในพื้นที่ของ เบลารุส รัสเซีย และยูเครน ประชากรรวมกันถึง 350,400 คน ต้องอพยพออกมาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการปนเปื้อนกัมมันตรังสี เพื่อมาตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใหม่ องค์การอนามัยโลกประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตจะมีถึง 4,000 คน ในขณะที่กรีนพีซรายงานว่าอาจจะถึง 200,000 คน หรือมากกว่านี้ ท่ามกลางตัวเลขที่แตกต่างกันเหล่านี้ มีการยืนยันว่าเสียชีวิตจำนวน 31 คน อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุครั้งนี้ องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ปริมาณกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากอุบัติเหตุเชอร์โนบิลจะเป็นจำนวนถึง 200 เท่า ของ ระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิรวมกัน ก็ถือว่าเป็นอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ร้ายแรงในประวัติศาสตร์ และอุบัติเหตุนี้ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 7 ของมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์

อันดับที่ 2 ภัยพิบัติฟุกุชิมะ 11 มีนาคม 2011 (Fukushima Disaster-March 11, 2011)


ภัยพิบัติฟุกุชิมะ 11 มีนาคม 2011

          แผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 8.9 ได้เขย่าโจมตีภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2011 ทำให้หลายสิบคนเสียชีวิต มากกว่า 80 คน เสียชีวิตจากไฟไหม้ คลื่นซึนามิสูง 10 เมตร (33ฟุต) โจมตีตลอดหลายส่วนของชายฝั่งประเทศ บ้านเรือนถูกกวาดออกไปและเกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง และภัยพิบัตินี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่นี้เท่านั้น  เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 11 เครื่อง ในสี่สถานที่ใกล้ ๆ กับชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ต้องดับเครื่องด้วยตัวเองตามขั้นตอนวิธีการเหตุฉุกเฉินแผ่นดินไหว เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 5 เครื่อง ในสถานที่สองแห่งในจังหวัด ฟุกุชิมะประกาศสภาวะฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากการสูญเสียพลังงานปกติในสถานที่และพลังงานสำรองฉุกเฉิน โดยผู้เชี่ยวชาญทางนิวเคลียร์ของอังกฤษชี้ว่า การระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-1 มองดูแล้วน่าจะเป็น “เหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ที่สำคัญ” ซึ่งทำให้มีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพของประชาชน มากว่าการหลอมละลายของเชื้อเพลิงในปี 1979 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ ในขณะวันที่ 15 มีนาคม หน่วยความปลอดภัยฟินแลนด์ประมาณการณ์ว่า อุบัติเหตุที่ฟุกุชิมะจะอยู่ที่ระดับ 6 ของมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ ในวันที่ 24 มีนาคมที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของกรีนพีซได้วิเคราะข้อมูลจาก ZAMG ของออสเตรียกับ IRSN ของฝรั่งเศส ได้เตรียมการวิเคราะห์ข้อมูลและได้ให้อันดับทั้งหมดของอุบัติเหตุที่ฟูกูชิมา-1 ในระดับ 7 ของมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ที่มีสูงสุด 7 ระดับ อุบัติเหตุนี้ทำให้เกิดการปนเปื้อนทางกัมมันตรังสี ในสภาวะแวดล้อมโดยรอบ รวมทั้ง น้ำ นม พืชผักต่าง ๆ และอาหารชนิดอื่น ๆ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบต้องถูกเคลื่อนย้ายไปพักในที่ปลอดภัย และอาหารที่มีการปลูกในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาติให้ขายได้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้บริหารจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจเกินจินตนาการ การคัดกรองจะถูกดำเนินการและผู้คนได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ในขั้นต้นมีคนงาน 3 คน ได้รับผลกระทบทางรังสี

อันดับที่ 1 ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ สงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1945 (Atomic bombings of Hiroshima and Nagasaki- world War II, 1945)


ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ สงครามโลกคครั้งที่ 2 ปี 1945

          ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์นี้ไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุ แต่เป็นตัวอย่างของความร้ายกาจของความโกรธและความรุนแรงของมนุษย์ ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน มันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ของโลก ในระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1954 สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการสร้างลูกระเบิดปรมาณู 2 ลูก เพื่อนำไปใช้กับเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิในญี่ปุ่น ทิ้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับไม่ถ้วน และมีความร้ายแรงเกิดขึ้นทางกายภาพ ทางอารมณ์ และปัญหาทางพันุกรรมซึ่งต้องเผชิญไปอีกหลายชั่วอายุคน ครอบครัวบ้านช่องถูกทำลายต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก รวมทั้งบ้านและเงินทอง ทุกสิ่งสูญสิ้นไปในเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น ภายใน 2 ถึง 4 เดือนแรกหลังจากระเบิด เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 90,000-166,000 คน ในฮิโรชิมาและ60,000-80,000 คน ในนางาซากิ ในจำนวนนี้ 15-20% เสียชีวิตจากผลกระทบการป่วยจากการแผ่รังสี 20-30% เสียชีวิตจากเปลวไฟไหม้ และ50-60% จากการบาดเจ็บอื่น ๆ ตามมาด้วยการเจ็บป่วยเป็นไข้ โดยประมาณการหยาบ ๆ ครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตในแต่ละเมืองเกิดขึ้นในวันแรกที่ระเบิดถูกทิ้ง จากการศึกษาบ่งชี้ว่า จากปี 1950-2000 มีผู้ เสียชีวิตด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว 46% และอีก 11% เสียชีวิตจากมะเร็งก้อนเนื้อต่าง ๆ การตายต่อมาของผู้รอดชีวิตจากระเบิดมีสาเหตุมาจากการแผ่รังสีจากระเบิด แม้หลังจากภัยพิบัติขนาดใหญ่จากระเบิดและครามปราชัย คนญี่ปุ่นต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ด้วยความกล้าหาญและการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยความละเอียดอ่อน และทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกต่อมา

ถอดความจาก http://www.smashinglists.com/worst-nuclear-accidents-disaster-in-history/

10 อันดับเรืออับปาง

10 อันดับเรือที่อัปปางและมีชื่อเสียงที่สุด

10 อันดับเรือที่อัปปางและมีชื่อเสียงที่สุด     

ทีมงาน Toptenthailand.com ขอเสนอ “10 อันดับเรือที่อัปปางและมีชื่อเสียงที่สุด”

10 Steamship S.S. Republic

อันดับที่ 10 ได้แก่ Steamship S.S. Republic อัปปางในปี 1865

9 Great Lakes Ore Carrier Edmund Fitzgerald

อันดับที่ 9 ได้แก่ Great Lakes Ore Carrier Edmund Fitzgerald อัปปางในปี 1975
 
8 U.S.S. Monitor

อันดับที่ 8 ได้แก่ U.S.S. Monitor อัปปางในปี 1862 เป็นเรือรบที่เป็นเหล็กลำแรกของโลก เช่นเดียวกับ C.S.S. Virginia ของฝ่ายใต้ (ทั้งคู่เป็นเรือรบเหล็กของอเมริกาตอนช่วงสงครามกลางเมือง)

7 Italian Liner Andrea Doria

อันดับที่ 7 ได้แก่ Italian Liner Andrea Doria อัปปางในปี 1956

6 German Liner Wilhelm Gustloff

อันดับที่ 6 ได้แก่ German Liner Wilhelm Gustloff อัปปางในปี 1945 เรือโดยสารขนาดใหญ่ลำนี้อับปางลงเพราะโดนเรือดำน้ำของรัสเซีย S13 ระดมยิงตอร์ปิโด 4 ลูกแบบซัลโวเลยทีเดียว และจมลงพร้อมชีวิตผู้โดยสารที่ต้อง สูญสิ้นไป ๕,๒๐๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นพลเรือนที่อพยพหนีสงคราม (civilian refugees) ในขณะที่ฝ่ายโซเวียตรัสเซียกลับอ้างเหตุผลความชอบธรรมในการยิงเรือ Wilhelm Gustloff ว่า เรือลำนี้บรรทุกเจ้าหน้าที่ทางทหารของนาซีเยอรมัน โดยเฉพาะทหารประจำเรือดำน้ำ ประมาณพันนาย พร้อมอาวุธสงครามภายในเรือจำนวนมาก

5 U.S.S. Maine

อันดับ ที่ 5 ได้แก่ U.S.S. Maine อัปปางในปี 1898 1895 รัฐบาลสเปนได้ส่ง General Valeriano Weyler y Nicolau เพื่อที่จะปราบปรามพวกกบฏคิวบา นายพลคนนี้รู้จักกันในอเมริกาว่า Butcher ซึ่งจากวิธีของนายพลคนนี้ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนอาหารในคิวบาและทำให้คน คิวบาตายไปกว่าหมื่นคน ทำให้สหรัฐเริ่มเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติสภาวะเช่นนี้โดยการให้รัฐบาลสเปนใน คิวบาเรียกตัวนายพลคนนี้กลับ และเปิดการเจรจากับฝ่ายกบฏ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งฝ่ายสนับสนุนนายพลคนนี้ได้ยุยงให้เกิดการจลาจลขึ้นในต้นปี 1898 จนทำให้รัฐบาลสหรัฐโดยปธน McKinley ได้ส่งเรือ USS Maine เพื่อที่จะคุ้มกันคนอเมริกันในคิวบา ในตอนค่ำของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ USS. Maine ก็ได้ระเบิดขึ้นตรงส่วนล่างของเรือทำให้กลาสีเรือต้องเสียชีวิตทันที 260 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกหกคน ซึ่งในภายหลังก็ได้มีการเปิดเผยของทีมงานสอบสวนว่าการระเบิดเกิดจากดินปืน ของปืนใหญ่จำนวนห้าตัน หลังจากการระเบิด เจ้าหน้าที่สเปนและเรือ City of Washington ก็ได้รุดมาช่วยเหลือคนเจ็บ ซึ่งตอนนั้นก็ได้มีการสงสัยกันว่าจะเป็นการก่อวินาศกรรม ถึงขนาดกัปตันของ USS Maine, Captain Charles Sigsbee ได้ลงท้ายในรายงานทางโทรเลขว่า อย่าเพิ่งให้ความเห็นใดๆต่อสาธารณะในตอนนี้จนกว่าจะมีรายงานความคืบหน้าเข้า มา เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสเปนและสหรัฐที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ทันทีที่เกิดเหตุ กระทรวงทหารเรือได้จัดตั้งทีมงานสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์นี้ซึ่งใช้เวลา ประมาณสี่อาทิตย์ แต่เนื่องจากซากเรือที่ยังอยู่ใต้น้ำที่ยังกู้ไม่ได้ ประกอบกับความไม่ชำนาญในทางเทคนิคของทีมงานสอบสวน ทำให้มีการสรุปออกมาว่ามีการระเบิดเกิดจากการจุดระเบิดของทุ่นระเบิดใต้น้ำ แต่ทีมงานไม่ได้ระบุว่า ทุ่นระเบิดใต้น้ำนั้นได้ถูกวางที่ตรงไหน หลังจากรายงานได้ออกไปสู่สาธารณะ ก็ได้มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสเปนได้อยู่เบื้องหลังการวินาศกรรมครั้งนี้ ปธน.สหรัฐได้ปิดล้อมน่านน้ำคิวบาในวันที่ 21 เมษายน และตามด้วยการประกาศสงครามกับสเปนในวันที่ 23 เมษายน 1898 หลังจากนั้นในปี 1911 ทีมงานสอบสวนเหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกตั้งขึ้นอีกชุดหนึ่ง หลังจากทีสภาของสหรัฐได้ให้งบประมาณในการกู้ซากเรือ USS Maine ซึ่งจากการสำรวจจุดที่ระเบิด ทีมสอบสวนก็ได้สรุปว่า ทุ่นระเบิดใต้น้ำได้ระเบิดตรงแผงบรรจุลูกปืนสำรองขนาดหกนิ้ว ซึ่งเป็นสาเหตุของการระเบิดของเรือ USS Maine และทำให้จมลง ในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคมีความเห็นไม่ตรงกับข้อสรปของทีมสืบสวน เขาเชื่อว่าการเผาไหม้เองของถ่านหินในถังใส่ถ่านหินที่อยู่ติดกับแผงบรรจุ ลูกปืนน่าจะเป็นสาเหตุหลักมากกว่าที่จะเป็นการก่อวินาศกรรม ซึ่งความเห็นนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากทีมสอบสวนอิสระของ Admiral Hyman G. Rickover ผู้เขียนหนังสือ How the Battleship Maine Was Destroyed ในปี 1976 แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านก็ปฏิเสธผลสรุปของผู้เชี่ยวชาญ และ ท่านจอมพลคนนี้โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้รับผิดชอบในส่วนของห้อง เก็บถ่านหินจะไม่เห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ว่าในส่วนของบทสรุปที่มีทุ่นระเบิดใต้น้ำมาเกี่ยวข้องหลักฐานสนับสนุนก็ มีน้อยมากเช่นกัน

4 German Battleship Bismarck

อันดับ ที่ 4 ได้แก่ German Battleship Bismarck อัปปางในปี 1941 หลังประสบความสำเร็จในการต่อเรือลาดตระเวณประจัญบานชั้น กไนส์เนาส์ จึงได้เริ่มโครงการต่อเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์คขึ้น โดยได้เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1936 และปล่อยลงน้ำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมัน และ โดโรธี ฟอน โลเวนเฟล หลานของ ออตโต ฟอน บิสมาร์ค อดีตรัฐบุรุษแห่งจักรวรรดิเยอรมัน มาเป็นประธานการปล่อยเรือลงน้ำ บิสมาร์ค ขึ้นระวางประจำการในวันที่ 24สิงหาคม ค.ศ. 1940 มีนาวาเอก เอิร์นส์ ลินเดอมานน์ เป็นผู้บังคับการเรือคนแรกและคนเดียวหลังการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันได้ทำการส่งกองเรือผิวน้ำและกองเรือดำน้ำออกปฏิบัติการจมกองเรือ ลำเลียงของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างหนัก และประสบความสำเร็จอย่างสูง ระหว่างฤดูหนาว ปี1940-1941 ในปฏิบัติการโจมตีกองเรือลำเลียงของอังกฤษในยุทธการเบอร์ลิน โดยเรือลาดตระเวณประจัญบาน ชาร์นฮอร์ส และ กไนเนาส์ ภายใต้การบัญชาการของ พลเรือเอก กึนเธอร์ ลึทเจนต์ ประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถจมและยึดเรือข้าศึกได้ 22 ลำ รวมระวางขับน้ำ 116,000 ตัน ฝ่ายเสนาธิการทหารเรือเยอรมันต้องการเห็นความสำเร็จในปฏิบัติการของกองเรือ ผิวน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจจะให้ส่งกองเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ที่สุดที่เยอรมันมี ได้แก่ เรือประจัญบาน บิสมาร์ค และ ทีร์ปีตส์ เรือลาดตระเวณประจัญบาน กไนส์เนาส์ และ ชาร์นฮอร์สต์ เข้าปฏิบัติการต่อตีกองเรือผิวน้ำของฝ่ายพันธมิตรร่วมกัน แต่ปัญหาคือ ชาร์นฮอร์สต์ ต้องทำการซ่อมแซมเครื่องจักรใหญ่ในอู่แห้งจนถึงเดือนมิถุนายน ทีร์ปีตส์ เพิ่งขึ้นระวางประจำการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมปฏิบัติการจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงบิสมาร์คเท่านั้น ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมในทะเลบอลติกและพร้อมออกปฏิบัติการ โดนจมโดยกองเรือของราชนาวีอังกฤษ หลังจากสร้างวีรกรรมจมเรือที่เป็นเรือธงของอังกฤษ (เรือฮู้ด)
 
3 British Liner Lusitania

อันดับ ที่ 3 ได้แก่ British Liner Lusitania อัปปางในปี 1915 อาร์เอ็มเอส ลูซิเทเนีย (อังกฤษ: RMS Lusitania) คือชื่อเรือเดินสมุทรของสายการเดินเรือคูนาร์ด (อังกฤษ: Cunard Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1904 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1907 เป็นเรือคู่แฝดกับอาร์เอ็มเอส มอริเตเนีย (อังกฤษ: RMS Mauretania) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าลูซิเทเนียถึง 400 ตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเรือคู่นี้เคยเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเรือที่เร็วที่ สุดในโลก ถูกจมลงโดยเรือดำน้ำเยอรมันยิงตอร์ปิโดเข้าใส่ เรือลูซิเทเนีย จนอับปางลง ใน 18 นาที คร่าชีวิตลูกเรือ 1,198 คน

2 American Battleship U.S.S. Arizona

อันดับ ที่ 2 ได้แก่ American Battleship U.S.S. Arizona อัปปางในปี 1941 เรือ USS Arizona ถูกจมลงที่อ่าว Pearl Harbor ซุึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกแบบไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรือ แ ถูกจมเป็นลำท้ายๆของการโจมตี แต่เสียหายอย่างมาก เพราะเกิดระเบิดอย่างรุนแรงที่ห้องเก็บอาวุธของเรือ ส่งผลให้เรือรบขนาดใหญ่จมลงภายในเวลาไม่ถึง 9 นาทีพร้อมกับพาลูกเรือ 1,177 นาย ส่วนความเสียหายนับไม่ถ้วน เรือ USS Arizona เป็นหนึ่งใน เรือรบกว่า 19 ลำที่ถูกจมในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะไมไ่ด้มีการเตรียมตัวมาก่อน

1 British Liner Titanic

อันดับ ที่ 1 ได้แก่ British Liner Titanic อัปปางในปี 1912 อาร์เอ็มเอส ไททานิก (RMS Titanic) หรือ เอสเอส ไททานิก (SS Titanic) คือชื่อเรือเดินสมุทรของบริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์ (White Star Line) เริ่มก่อสร้างเมื่อ ค.ศ. 1909 สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1911 ที่เบลฟาสท์, ไอร์แลนด์ (Belfast, Ireland) พร้อมๆ กับเรือคู่แฝดที่ชื่อว่า อาร์เอ็มเอส โอลิมพิก (RMS Olympic) ซึ่งเบากว่าไททานิกถึง 1000 ตัน ลักษณะเฉพาะของเรือ ไททานิกเป็นเรือที่เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเรือเดินสมุทร เนื่องจากเป็นเรือลำแรกๆ ของโลกที่สร้างโดยโลหะและรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2433 คน ยาว 269.0622 เมตร กว้าง 28.194 เมตร หนัก 46328 ตันอิมพีเรียล(47071434.4681 กิโลกรัม) แบ่งเป็น 9 ชั้น เรียงจากชั้นบนลงชั้นล่างได้ดังนี้ 9.ดาดฟ้า สงวนไว้ให้ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง มีปล่องไฟ 4 ตัว สูงตัวละ 19 เมตร เครื่องยนต์ 3 ตัว หมุนใบจักร 3 ใบ รวม 50000 แรงม้า เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 24 น็อต(44.448 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ห้องเครื่องทั้ง 16 ห้องมีกำแพงสูงถึงชั้น F และมีประตูกลซึ่งจะปิดลงมาทุกบานทั่วลำเรือเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ห้อง เครื่องใดห้องเครื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่เกิดรอยรั่วในหลายห้องเครื่องจนเกินไป ตามหลักการลอยตัวแล้ว เรือจะไม่จม ถึงแม้จะเป็นจุดอ่อนที่สุดของเรือซึ่งก็คือหัวเรือ ก็ยังรับรอยแตกได้ถึง 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่จม แต่ว่าเรือสำรองช่วยชีวิตหรือเรือบดนั้นเพียงพอสำหรับผู้โดยสารเพียง 1178 คนเท่านั้น การเดินทางครั้งแรก เริ่มการเดินทางที่ เซาแธมทัน, อิงแลนด์ (Southampton, England) ในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ควบคุมโดยกัปตัน เอ็ดเวิร์ด เจ. สมิธ (Edward J. Smith) เพื่อเดินทางไปยังนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา ในการเดินทางครั้งนั้น มีผู้เดินทางรวมทั้งหมด 2217 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารชั้น 1, ผู้โดยสารชั้น 2, ผู้โดยสารชั้น 3 และลูกเรือ วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ขณะเดินทางอยู่ทางใต้ของแกรนด์แบงค์ ของนิวฟันด์แลนด์ เวลา 23.39 น. เวรยามที่เสากระโดงแจ้งว่าได้พบภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้าเรือ ลูกเรือจึงได้เลี้ยวลำเรือเพื่อหลบเลี่ยง แต่เนื่องจากใบจักรและหางเสือที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของเรือ ทำให้ผู้บังคับเรือซึ่งยังไม่ชินกับการบังคับเรือใหญ่ขนาดนี้ทำให้กะขนาดการ เลี้ยวผิด และชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง ที่ 41 องศา 46 ลิปดาเหนือ 50 องศา 14 ลิปดาตะวันตก เมื่อ23.40 น. เรือได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งทางกราบขวาหัวเรือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนทนรอยแตกได้ไม่อึดเท่าจุดอื่นๆ และห้องเครื่องส่วนหัว 5 ห้องเครื่องแรกก็เกิดรอยรั่ว แต่หัวเรือเป็นจุดอ่อนที่สุดในเรือที่สามารถรับรอยแตกต่อเนื่องจากหัวเรือ ได้เพียง 4 ห้อง วิศวกรผู้สร้างเรือบอกว่า น้ำจะท่วมห้องเครื่องทั้งห้าสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อท่วมมิดชั้นF เริ่มไหลขึ้นชั้นE น้ำจึงเข้าท่วมห้องเครื่องที่ 6 และท่วมไปทีละห้องๆ และจมในที่สุด ลูกเรือก็คิดว่าเรือคงจะจมเร็วมาก จึงปล่อยเรือบดออกทั้งๆที่ยังใส่คนไม่เต็มลำ เวลา 02.20 น. ของวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือทั้งลำจมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ผู้โดยสารและลูกเรือ 2217 ชีวิต รอดชีวิตเพียง 704 ชีวิต เสียชีวิตทั้งหมด 1513 ราย เวลาประมาณ 04.20 น. เรือโดยสารขนาดใหญ่ชื่อ “อาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย” (RMS Carpathia) ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตบนเรือบดทั้งหมด และพาสู่นิวยอร์ก ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1912 จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิคได้ถูกค้นพบอีกครั้ง สาเหตุการสร้างเรือไททานิค วันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1906 สายการเดินเรือ ไวต์ สตาร์ ได้ปล่อยเรือ Adriatic เป็นเรือลำสุดท้ายของโครงการต่อเรือลำใหญ่ 4 ลำ ที่ถูกดำเนินการต่อเรือทั้งหมดที่อู่ต่อเรือ Harland & Wolff of Belfast เรือทั้งสี่มีขนาดกว่า 20000 ตัน เน้นการออกแบบภายในเรือที่สะดวกสบาย โดยเรือลำแรกของโครงการดังกล่าว คือเรือ Celtic ปล่อยลงน้ำครั้งแรกในเดือนเมษายน ค.ศ. 1901 ตามมาด้วยเรือ Dedric ที่มีขนาดใหญ่กว่า และตามด้วยเรือ Baltic ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น 23884 ตัน สายการเดินเรือไวต์สตาร์นั้น เชื่อเสมอว่าคนทั่วไปสามารถโดยสารกับเรือได้นาน ถ้าเรือนั้นมี ความเพรียบพร้อมในการบริการที่ดีเยี่ยม สะดวกสบายราวกันอยู่บ้าน และความเร็วเรือที่ได้ต้องใช้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นถ่านหินจำนวนมาก ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม (ไวต์สตาร์เป็นพวกนักอนุรักษ์) ดังนั้นเรือทั้งสี่ลำนี้จึงมีความเร็วบริการประมาณ 16.5 น็อต(30.558 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งความเร็วระดับนี้น้อยเกินกว่าจะสู้เรือของสายการเรืออื่น ๆ ได้ สายการเดินเรือคูนาร์ด ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญได้มีเรือลำยักษ์ 2 ลำ คือเรือ Lustania ต่อขึ้นในอู่ต่อเรือ John Brown และออกบริการในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1907 และเรือ Mauretania ที่ต่อขึ้นในอู่ต่อเรือ Tyneside ในออกบริการในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน หรือหนึ่งปีถัดมาของการปล่อยเรือ Adriatic ลงน้ำ ทั้งคู่มีขนาดกว่า 30000 ตัน แล่นด้วยความบริการ 23.99 นอต(44.42948 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) มากกว่าเรือ Adriatic ประมาณ 7 นอต(12.964 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เป็นเรือแฝดรุ่นใหม่ที่ล้ำหน้ากว่าเรือ 4 ลำของไวต์สตาร์ ทำให้เรือสายการเดินเรือไวต์ถูกแย่งตำแหน่งเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปครอง และยังรับตำแหน่งเรือเดินสมุทรที่เร็วที่สุดในโลกอีกด้วย ทำให้ไวต์สตาร์ หาหนทางในการ แย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดให้ได้มากที่สุด ในปีที่เรือแฝดคูนาร์ดออกบริการนั่นเอง บุคคลสำคัญของสายการเดินเรือไวต์สตาร์ได้ร่วมจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้าน downshire Belgrave Square ในกรุงลอนดอน เพื่อร่วมกันคิดรูปแบบเรือลำที่ดีกว่าเรือแฝดคู่นั้น และนั่นก็เป็นสาเหตุในการต่อเรือไททานิก โครงการต่อเรือของไวต์สตาร์เป็นการต่อเรือขนาดใหญ่ 3 ใบเถา เน้นรูปแบบการบริการของสายการเดินเรือที่หรูหราเป็นหลักความเร็วเป็นรอง เรือลำแรกชื่อ Olympic (อันที่จริงจะตั้งเป็นลำสุดท้ายแต่เปลี่ยนเป็นลำแรก) ลำที่ 2 Titanic และสุดท้าย Gigantic(หลังโศกนาฏกรรมไททานิกได้เปลี่ยนชื่อเป็น Britannic แทน คงเป็นเพราะกลัวเรื่องชื่อที่มีความหมายคล้ายและออกเสียงคล้าย Titanic) ในการออกแบบขั้นต้นเรือทั้ง 3 ลำมีโครงสร้างออกแบบคล้ายคลึง (แบบเดียวกัน) จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าเรือแฝดของคูนาร์ด ขับเคลื่อนด้วย 2 ใบจักร 2 เครื่องยนต์กระบอกสูบ แต่ต่อมาเพิ่มเครื่องยนต์เทอร์ไบน์อีกกลายเป็น 3 ใบจักร เนื่องจากเรือรุ่น 4 ลำก่อนมีเพียง 2 เครื่องยนต์สามารถทำความเร็วได้แค่ 16.5 นอตเท่านั้น ในขนาดที่เรือคู่แข่งมี 4 เครื่องยนต์ ให้เรือทั้งสามมีเสากระโดงเรือ 2 หรือ 3 แห่ง ปล่องไฟ 3 ปล่อง แต่ต่อมาเพิ่มเป็น 4 ให้เท่ากับจำนวนปล่องบนเรือ Mauretania และ Lusitania เพิ่มให้เรือดูสมดุล (หลอกว่ามีกำลังขับเคลื่อนสูง) และไว้ใช้ระบายอากาศภายในเรือ

หมาย เหตุ ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชนทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี http://www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

อ้างอิง  http://hitech.sanook.com

ที่มา ITPLAZA  10 อันดับเรือที่อัปปางและมีชื่อเสียงที่สุด

TOP 10 Failed the military.

10 อันดับ สุดยอดความล้มเหลวทางการทหาร

ไอเดียนี้ผมได้มาจากรายการ Discover ครับ ขโมยมาเพื่อลองใช้จัดอันดับความล้มเหลวทางการทหารดูบ้าง โดยคัดมา 10 อันดับที่เจ๋งๆ คัดเลือกจากการยุทธ์ต่างๆ ในอดีต โดยใช้หลักเกณฑ์คือต้องเป็นการยุทธ์ที่ส่งผลต่อการแพ้-ชนะของสงครามในครั้ง นั้น และที่สำคัญคือส่วนใหญ่แล้วฝ่ายได้เปรียบมักจะเพรี้ยงพล้ำซะอย่างนั้น เลยเป็นที่มาของความล้มเหลวไงละครับ ส่วนการจัดอันดับนั้นก็ใช้หลักเกณฑ์ 2 ข้อที่ว่ามานั่นละครับ โดยขึ้นอยู่กับว่าอันไหนจะหนักเบากว่ากัน ยังไงก็ช่วยกันโหวตด้วยนะครับ ลำพังผมคนเดียวตราชั่งไม่ค่อยตรงซะด้วย 555 ส่วนข้อมูลนั้นได้มาจากอินเตอร์เน็ตล้วนๆ ครับ

เครดิต :

แหล่งที่มา :

10. ปฏิบัติการสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกที่อ่าวหมูในคิวบา

อ่าวหมูที่ว่านี้ก็แปลมาตรงตัวจากภาษาอังกฤษคือ Bay of Pigs เป็นปฏิบัติการยกพลขึ้นบกที่หาด Playa Gir?n ในอ่าวหมู ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของกรุง La Havane โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะโค่นล้มรัฐบาลปฏิวัติของ Fidel Castro ใช้กำลังพลประมาณ ๑,๔๐๐ นาย เป็นชาวคิวบาที่ลี้ภัยทางการเมืองและต่อต้านการปฏิวัติ โดยสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนทั้งการเงิน การฝึกซ้อม และยุทโธปกรณ์ต่างๆ การ ปฏิบัติการเริ่มขึ้นด้วยการโจมตีทางอากาศทำลายเครื่องบินรบของคิวบา ๒ วันก่อนการยกพลขึ้นบกซึ่งมีขึ้นในวันที่ ๑๗ เม.ย.๑๙๖๑ การรบดำเนินต่อไปอีก ๓ วันก่อนที่กำลังดังกล่าวจะยอมแพ้และถูกจับเป็นเชลย จากยอด ๑,๔๐๐ นาย เสียชีวิตไป ๑๑๘ คน อีก ๑,๑๘๙ คนถูกจับเป็นเชลย มีเพียงไม่กี่สิบคนที่หนีไปได้ แม้ว่าจะเป็นการปฏิบัติการที่ดูไม่ใหญ่โตนักแต่ผลของมันน่ากลัวไม่ใช่น้อยเพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Fidel Castro แสวง หาหลักประกันให้กับความปลอดภัยของประเทศตนจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ โดยหันไปพึ่งสหภาพโซเวียตนำมาซึ่งวิกฤตขีปนาวุธในปีถัดมาซึ่งเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวที่โลกไม่เคยอยู่ใกล้ปากขุมนรกมากขนาดนี้จากสงครามนิวเคลียร์ และความล้มเหลวของปฏิบัติการครั้งนี้ก็ทำลายภาพพจน์ของสหรัฐฯ เป็นอย่างมากในช่วงที่สงครามเย็นกำลังเข้มข้น

9. สมรภูมิ Verdun

Verdun เป็นสมรภูมิที่สำคัญและนองเลือดสมรภูมิหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่ ๑ การรบที่ Verdun เกิด ขึ้นระหว่างวันที่ ๒๑ ก.พ.- ๑๙ ธ.ค.๑๙๑๖ เป็นความริเริ่มของฝ่ายเยอรมนีที่ต้องการกลับมาเป็นฝ่ายรุกโดยการเจาะแนว ตั้งรับฝรั่งเศสบริเวณเมือง Verdun โดยอาศัยการ รวมอำนาจการยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่ชนิดที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ฝรั่งเศสสามารถต้านทานไว้ได้และรุกกลับจนฝ่ายเยอรมนีต้องถอยกลับไปยังจุด เริ่มต้นใหม่ ทำให้ผลของการรบแทบไม่ได้ทำให้ฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นมาเลย สภาพ การรบสำหรับทหารทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นเหมือนอยู่ในขุมนรก ไม่มีความเป็นมนุษย์ใดๆ ทหารมีหน้าที่อย่างเดียวคือรักษาชีวิต กับตาย เพราะปริมาณกระสุนปืนใหญ่ที่ใช้รวมกันทั้งสองฝ่ายมีประมาณ ๔๐ ล้านนัด ความสูญเสียที่เกิดจากปืนใหญ่คิดเป็น ๘๐ % ของความสูญเสียทั้งหมด ยอดทหารที่เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายรวมกันมีมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน การนำ Verdun มา อยู่ใน ๑๐ อันดับความล้มเหลวทางการทหารนี้ไม่ใช้เพราะมีผลต่อการแพ้-ชนะของสงคราม แต่ตรงกันข้าม การรบในครั้งนี้สร้างความสูญเสียชีวิตมนุษย์ไปอย่างมหาศาลโดยที่ไม่ได้มีผล อะไรเกิดขึ้นทางยุทธวิธีบนแนวรบ

8. การยกพลขึ้นบกที่เมือง Dieppe

เป็นปฏิบัติการสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกเพื่อยึดท่าเรือของเมือง Dieppe ใน ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๙ ส.ค.๑๙๔๒ ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการตีโฉบฉวยของฝ่ายสัมพันธมิตรต่อกองทัพนาซีบนชาย ฝั่งทะเลของฝรั่งเศสซึ่งถูกนาซีเยอรมันยึดครองอยู่ และเป็นการทดลองความแข็งแรงของกำแพงแอตแลนติกของฮิตเลอร์ด้วย (แนวป้องกันการยกพลขึ้นบกจากฝ่ายสัมพันธมิตรตลอดชายฝั่งทะเลแอตแลนติกด้าน ยุโรปตะวันตก) และยังเป็นการทดสอบสมมุติฐานการยกพลขึ้นบกเพื่อยึดท่าเรือว่ามีความเป็นไป ได้แค่ไหน แม้ว่าปฏิบัติการในครั้งนี้จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่ข้อบกพร่องต่างๆ ถูกนำมาศึกษาเพื่อเตรียมการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี ในอีก ๒ ปีถัดมา สรุปแล้วคือภารกิจล้มเหลว ทหารที่ขึ้นบกไปไม่สามารถสถาปนาหัวหาดได้ และไม่สามารถเข้ายึดท่าเรือเมือง Dieppe ได้ นอกจากนี้ยังเป็นปฏิบัติการที่มีอัตราความสูญเสียสูงมากคือ ภายในวันเดียวของการรบ จากกำลังพลที่ยกพลขึ้นบกจำนวน ๘,๐๐๐ คน ตายไป ๒,๐๐๐ คน อีก ๓,๐๐๐ กว่าคนบาดเจ็บหรือถูกจับเป็นเชลย

7. การละลายของ Legions แห่งจักรวรรดิโรมันในป่า T

สำหรับ มหาอำนาจทุกยุคทุกสมัยที่มีกองทหารจำนวนมากและแข็งแกร่งนั้น ความพ่ายแพ้ทางทหารโดยเฉพาะเมื่อพ่ายแพ้ต่อประเทศหรือกลุ่มชนที่ต่ำต้อยกว่า ถือเป็นสิ่งที่น่าอัปยศ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ ในอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล ปัญหามักจะเกิดขึ้นที่สุดขอบของอาณาจักร อำนาจมักจะไปแผ่วเบาอยู่ที่นั่นพร้อมกับการเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเอง หรือไม่ก็เป็นการปฏิเสธอำนาจจากจักรวรรดิ กรณี ของจักรวรรดิโรมันเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง การขยายอำนาจไปยังเยอรมนีซึ่งเป็นที่อยู่ของชนเผ่าเยอรมันต่างๆ นำมาซึ่งโศกนาถกรรมครั้งใหญ่ ในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.๙ Publius Quinctilius Varus ถูกหลอกให้นำกองทหารโรมันจำนวน ๓ Legions ได้แก่ Legion XVII, XVIII และ XIX (ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คือ กองพลที่ ๑๗, ๑๘ และ ๑๙ ก็ว่าได้) มีกำพลประมาณ ๒๐,๐๐๐-๒๕,๐๐๐ คน ผ่านเข้าไปยังป่าทึบฝั่งขวาของแม่น้ำไรน์ และถูกชนพื้นเมืองเยอรมันนำโดย Arminius ซุ่มโจมตี คาดว่าทหารโรมัน ๑๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คนเสียชีวิต บางส่วนถูกจับเป็นเชลยร่วม ๓๐ ปี สัญลักษณ์นกอินทรีย์ของ Legion ทั้ง ๓ Legion ถูกยึด (สัญลักษณ์แบบเดียวกับที่ฮิตเลอร์ก๊อปปี้ไปใช้) Varus ฆ่าตัวตายและศีรษะถูกตัดโดยชนเผ่าเยอรมัน เหลือทหารเพียงส่วนน้อยที่เล็ดลอดหลบหนีออกมาได้ ตั้งแต่นั้นมาหมายเลข ๑๗, ๑๘ และ ๑๙ ไม่เคยถูกนำมาตั้งเป็นหมายเลขประจำ Legion โรมัน หลังจากการรบครั้งนี้สงครามยังคงดำเนินไปอีกหลายปี (แบบเดียวกับในอิรัก และอัฟกานิสถานยังงัยยังงั้น) และอาณาจักรโรมันต้องยุติการขยายดินแดนไกลออกไปจากแม่น้ำไรน์ Arminius ถือ เป็นวีรบุรุษของชาวเยอรมัน และเป็นตัวแทนในความเป็นชาตินิยมเยอรมันด้วย และแสดงให้เห็นศักยภาพในการทำสงครามของชาวเยอรมันตั้งแต่ ๒ พันปีมาแล้ว

6. ปฏิบัติการทางอากาศ Rolling Thunder

Rolling Thunder เป็น ปฏิบัติการทิ้งระเบิดทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ต่อเวียดนามเหนือในสงครามเวียดนามระหว่างเดือน มี.ค.๑๙๖๕ ถึง พ.ย.๑๙๖๘ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบีบบังคับให้เวียดนามเหนือล้มเลิกการสนับสนุนสงคราม กองโจรของคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ ทำลายกำลังทางอากาศและศูนย์กลางอุตสาหกรรมของเวียดนามเหนือ และตัดการส่งกำลังบำรุงต่างๆ มายังเวียดนามใต้ แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ใดๆ เลย สหรัฐฯ ทำอะไรต้องดูยิ่งใหญ่เสมอ เช่นเดียวกันกับปฏิบัติการในครั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินถึง ๓๐๖,๑๘๓ ซอร์ตี้ (sorties) ทิ้งระเบิดลงไป ๖๕๓,๐๐๐ ตัน มากกว่าที่ทิ้งไปทั้งหมดระหว่างสงครามในแปซิฟิกหรือสงครามเกาหลีเสียอีก แต่ก็ต้องเจอเข้ากับการป้องกันภัยทางอากาศของเวียดนามเหนือที่กล่าวกันว่าดี เยี่ยมกว่าของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสียอีก ซึ่งก็ทำให้สหรัฐฯ เสียเครื่องบินไปกว่าหนึ่งพันเครื่อง และนักบินอีก ๘๕๓ ชีวิตที่ตาย ถูกจับเป็นเชลยหรือสูญหาย ความล้มเหลวอีกประการหนึ่งคือการทิ้งระเบิดย่อมฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปด้วย คาดว่ามีพลเรือนชาวเวียดนามเหนือประมาณ ๕๒,๐๐๐-๑๘๒,๐๐๐ คนเสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดซึ่งเป็นเครื่องมือชั้นดีสำหรับคอมมิวนิสต์ เวียดนามในการโฆษณาชวนเชื่อทำลายภาพพจน์ของสหรัฐฯ ปลุกกระแสต่อต้านสงครามเวียดนามขึ้นมาแม้แต่ในประเทศสหรัฐฯ เอง

5. การบุกกรีซโดยกองทัพอิตาลีในสงครามโลกครั้งที่ ๒

ถ้า ถามว่าประเทศไหนเป็นประเทศแรกที่รบชนะฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ ๒ น้อยคนที่จะนึกถึงประเทศกรีซ สงครามครั้งนี้เรียกว่าสงครามระหว่างอิตาลีกับกรีซ ระหว่างวันที่ ๒๘ ต.ค.๔๐-๖ เม.ย.๔๑ จบลงด้วยการบุกคาบสมุทรบอลข่านของกองทัพเยอรมนี อิตาลี นำโดยมุสโสลินีอยากขยายดินแดนและอำนาจแบบเดียวกับเพื่อนซี้ฮิตเลอร์ โดยเริ่มจากเข้ายึดอัลบาเนีย หลังจากนั้นก็กะว่าจะบุกยึดกรีซด้วยกำลังพลที่มีจำนวนมากกว่า (ประมาณ ๒ ต่อ ๑) และยุทโธปกรณ์ที่ดีกว่า กรีซไม่กลัวอะไรกับอิตาลี และก็ประกาศตนอยู่ตรงข้ามฝ่ายอักษะ(ช่วงเวลานั้นมีเพียงอังกฤษกับกรีซเท่า นั้นที่ยังสู้อยู่นับว่าน่าทึ่งสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างกรีซ) สามารถต้านทานการรุกของอิตาลีด้านพรมแดนอัลบาเนีย-กรีซได้ในการรุกครั้งแรก ของอิตาลีระหว่างวันที่ ๒๘ ต.ค.-๑๓ พ.ย.๑๙๔๐ และกลับกลายเป็นว่ากรีซเป็นฝ่ายตีโต้ตอบระหว่างวันที่ ๑๔ พ.ย.๑๙๔๐-มี.ค.๑๙๔๑ ทำเอาอิตาลีต้องถอยเข้าไปจากพรมแดนอัลบาเนีย-กรีซ ถึง ๖๐ ก.ม. กรีซยึดดินแดนเกือบ ๑ ใน ๓ ของอัลบาเนียไว้ได้ กองทัพอิตาลีจำนวน ๒๗ กองพลไม่สามารถผลักดันกองทัพกรีซจำนวน ๑๖ กองพลในอัลบาเนียซึ่งมียุทโธปกรณ์ที่ด้อยกว่าระหว่างการรุกครั้งที่ ๒ ของอิตาลีช่วง มี.ค.๑๘๔๑ ถึง ๒๓ เม.ย.๑๙๔๑ สร้างความอับอายให้กับมุสโสลินี ฮิตเลอร์คงคิดว่าถ้าปล่อยให้อิตาลีพ่ายแพ้ไปกว่านี้คงจะสร้างภาพพจน์และ สถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายอักษะจึงตัดสินใจบุกกรีซซะเอง ความ พ่ายแพ้ของอิตาลีน่าจะมาจากความอ่อนซ้อมของกองทัพอิตาลีและประมาทกองทัพกรีซ มากเกินไป แม้ว่าในที่สุดกรีซจะถูกเยอรมนียึดครองในเวลาต่อมา แต่ว่ากันว่าการที่เยอรมนีต้องเสียเวลาในกรีซทำให้แผนการ Barbarossa ต้องล้าช้าออกไปเป็นเดือน ซึ่งเวลานี้มีค่ามากจะเห็นได้จากกองทัพเยอรมนีไปหมดท่าอยู่ปากประตูกรุงมอสโกเพราะฤดูหนาวมาถึงพอดี

4. ยุทธนาวี Midway

จากยุทธนาวีที่ Tsushima จน ถึงยุทธนาวีที่มิดเวย์ ถือว่าญี่ปุ่นได้พัฒนาเทคโนโลยี และหลักนิยมการรบทางทะเลสมัยใหม่ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือกองเรือบรรทุกเครื่องบิน มีกี่ประเทศในสมัยนั่นที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการอยู่และมีกองเรือ บรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่เทียบเท่าญี่ปุ่นถ้าไม่นับสหรัฐฯ สิ่งที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามแปซิฟิกคือการผลิตทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ทำได้เร็วและด้วยปริมาณที่มากกว่าญี่ปุ่น นั่นเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์และพลังอำนาจของประเทศ แต่ มาดูทางยุทธวิธีดีกว่า มิดเวย์ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามในแปซิฟิก การสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินจำนวน ๔ ลำและความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นที่มิดเวย์เป็นผลให้ญี่ปุ่นอยู่ในสถานะตั้งรับ หมดสิทธิ์ที่จะรุกอีกต่อไปในแปซิฟิก เหลือเพียงการรักษาดินแดนที่ยึดมาได้และทยอยเสียให้กับสหรัฐฯ ไปเรื่อยๆ ความ จริงแล้วทั้งสองฝ่ายมีอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบที่สูสีกัน อาจเป็นเพราะว่าสหรัฐฯ มีระบบการข่าวกรอง (เจาะการเข้ารหัสของญี่ปุ่นได้) การลาดตระเวน และเฝ้าตรวจที่ดีกว่า ญี่ปุ่นยังผิดพลาดทั้งในแผน และการปฏิบัติซึ่งแม้จะดูเล็กน้อยแต่ในการรบไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด ใดๆ เช่นเครื่องบินญี่ปุ่นระลอกแรก (จำนวนครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่) บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง ๔ ลำ ไปทิ้งระเบิดที่เกาะมิดเวย์ (แทนที่จะบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินเพียง ๒ ลำ อีก ๒ ลำเป็นกำลังสำรองหากตรวจพบกองเรือสหรัฐฯ) และก็จริง เมื่อญี่ปุ่นตรวจพบกองเรือสหรัฐฯ Nagumo ลังเล ว่าจะส่งฝูงบินระลอกที่ ๒ (ครึ่งหนึ่งที่เหลือ) ไปทิ้งระเบิดที่มิดเวย์ต่อ หรือโจมตีกองเรือสหรัฐฯ ดี ในที่สุดก็ตัดสินใจโจมตีกองเรือสหรัฐฯ แต่ช้าไปเพราะฝูงบินชุดแรกกลับมาต้องลงจอดบนดาดฟ้าเรือทั้ง ๔ ลำ ยังไม่ทันส่งระลอกที่ ๒ ขึ้นฟ้า ฝูงบินสหรัฐฯ ก็มาถึงพอดีในเวลาที่เรือบรรทุกเครื่องบินอยู่ในสภาวะล่อแหลมที่สุด ผลก็คือจบข่าว

3. รัสเซียพ่ายแพ้ในยุทธนาวี Tsushima

ยุทธนาวีที่ Tsushima เป็น สมรภูมิทางเรือที่สำคัญที่สุดในบรรดายุทธนาวีที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซีย (ก.พ.๑๙๐๔-ก.ย.๑๙๐๕) การยุทธ์มีขึ้นในวันที่ ๒๗ และ ๒๘ พ.ค.๑๙๐๕ โดยกองเรือญี่ปุ่นได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือกองเรือรัสเซียซึ่งถูกทำลาย เกือบทั้งหมด ความ พ่ายแพ้ของรัสเซียครั้งนี้ทำให้รัสเซียไม่เหลือกองเรือของตนในภูมิภาคนี้ ประกอบกับสถานการณ์ของกองกำลังทางบกไม่สู้ดีนัก ทำให้รัสเซียต้องยอมเจรจาเพื่อยุติสงคราม กล่าวกันว่าชัยชนะของญี่ปุ่นเหนือรัสเซียถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของชนเผ่าสี ผิวอื่นเหนือชนเผ่าผิวขาว (ฝรั่งว่างั้นเถอะ) ทำลายภาพพจน์ของรัสเซียและโรมานอฟ นอกจากนี้ชัยชนะของญี่ปุ่นยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวพื้นเมืองในอาณานิคม ต่างๆ ต่อสู้เพื่อเอกราชอีกด้วย รัสเซียสูญเสียอย่างหนักจากกองเรือ ๔๕ ลำมีเพียง ๓ ลำที่หลบหนีไปถึงท่าเรือ Vladivostok อีก ๓ ลำหนีเข้าเทียบท่าในประเทศที่เป็นกลาง ที่เหลือไม่ถูกจมก็ยอมแพ้ คาดว่ารัสเซียสูญเสียกำลังพลไปประมาณ ๔,๐๐๐ คน ขณะญี่ปุ่นสูญเสียไปร้อยกว่าคนเท่านั้น สาเหตุ ที่รัสเซียพ่ายแพ้น่าจะมาจากการขาดการเตรียมการที่ดี ต้องเดินทางมาไกล ขาดยุทธวิธีและการสั่งการระหว่างการรบ และเรือเก่าทำความเร็วไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะโทษใครถ้าไม่โทษตัวเอง แสดงให้เห็นว่ารัสเซียกลายเป็นมหาอำนาจที่อ่อนแอ สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยิ่งตอกย้ำสถานะดังกล่าวของรัสเซีย ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเป็นที่ทราบกันดี ค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Tsushima

2. แผนบุกโซเวียต (Barbarossa) ของกองทัพฮิตเลอร์

ความสำคัญของปฏิบัติการ Barbarossa สำหรับ นาซีเยอรมนีก็คือถ้าสามารถทำสำเร็จ สงครามโลกครั้งที่ ๒ คงต้องยืดเยื้อไปอีกหลายปี ดีไม่ดีหลักสูตรปัจจุบันของ รร.สธ.ทบ.อาจก็อปปี้หลักนิยมของเยอรมันมาสอน นทน.ฯ แทนที่จะเป็นของสหรัฐฯ อยู่ก็ได้ 555 นั่นก็คือปฏิบัติการครั้งนี้ชี้ชะตาผลของสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นเอง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ปะทุขึ้นมา กองทัพเยอรมันได้สมญานามที่เรื่องลือว่า “เป็นกองทัพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ (invicible army)” เฉก เช่นกองทัพโรมันสมัยยังเรื่องอำนาจอยู่เมื่อสองพันปีมาแล้ว แววความไม่รุ่งของนาซีเริ่มขึ้นเมื่อไม่สามารถเอาชนะอังกฤษได้ในสมรภูมิ บริเตน (พอชนะฝรั่งเศสก็หันไปทิ้งระเบิดเกาะอังกฤษกะว่าเดี๋ยวเชอร์ชิลล์ต้องยกธง ขาวแน่นอนแต่เยอรมนีต้องเลิกราไปเพราะทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่ยกมือสักทีแถมตนเอง ต้องสูญเสียเครื่องบินจำนวนมากพร้อมนักบินมือหนึ่งไปมากขึ้นเรื่อยๆ) จนเมื่อเริ่มปฏิบัติการ Barbarossa เมื่อ วันที่ ๒๒ มิ.ย.๑๙๔๑ ฮิตเลอร์หมายมั่นปั่นมือว่าก่อนฤดูหนาวจะมาถึง โซเวียตต้องยอมแพ้ ความฝันของฮิตเลอร์ก็จะเป็นจริงขึ้นมา (ไอ้ที่ฝันๆ ไว้ในหนังสือ Mein Kampf ที่ เขียนตอนอยู่ในคุกนั่นแหละ) กลับกลายเป็นว่ากองทัพเยอรมนีไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูกรุงมอสโก เมื่อวันที่ ๒ ธ.ค.๑๙๔๑ ห่างอยู่แค่ ๒๔ ก.ม.เท่านั้น เพราะถึงจุดผกผัน บวกกับฤดูหนาวมาถึงแล้ว เส้นทางใช้การไม่ได้เพราะเป็นโคลน การส่งกำลังบำรุงจึงยากลำบากมากขึ้น สภาพลมฟ้าอากาศที่เลวร้ายทำให้เครื่องบินมาช่วย CAS หรือ BAI ไม่ ได้ แถมไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าและยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับดำรงชีพและรบท่ามกลาง ฤดูหนาวไซบีเรียเยี่ยงนี้อีกด้วย ความพินาศจึงมาถึง แค่ต่อสู้กับความหนาวก็เจ็บป่วยล้มตายมากกว่าการรบเสียอีก นี่ยังมาโดนกองทัพโซเวียตตีตอบโต้อีก ทำเอากองทัพเยอรมนีต้องถอยหัวซุกหัวซุนออกมา การ พ่ายแพ้ต่อกองทัพโซเวียตในสมรภูมิมอสโกในเดือน ธ.ค.๑๙๔๑ ทำลายความเชื่อถือต่อกองทัพนาซีเยอรมันที่ว่าเป็นกองทัพที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ ย่อยยับหมดสิ้นไป และแววความพ่ายแพ้ของเยอรมนีก็เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่ฤดูหนาวปี ๑๙๔๑ เยอรมนีอยู่ในสภาพตั้งรับและรักษาดินแดนที่ยึดมาได้ไม่สามารถรุกได้อีกต่อไป แผน Barbarossa จึงล้มเหลวและถือว่าสิ้นสุดลงในปลายปี ๑๙๔๑ นั่นเอง แต่การรบในสหภาพโซเวียตยังดำเนินต่อไปอีก ๔ ปี ต่อจากนี้ไปเป็นการรุกของสหภาพโซเวียตไปจนถึงกรุงเบอร์ลิน กล่าวกันว่าปฏิบัติการ Barbarossa เป็น ปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถ้าคิดกันในแง่ของจำนวนคนที่เข้า ร่วม ความกว้างขวางของพื้นที่การรบ และจำนวนความสูญเสียที่เกิดขึ้น เยอรมนีรุกเข้าไปไกลถึง ๑,๖๘๙ ก.ม. มีขอบหน้าพื้นที่การรบกว้างถึง ๓,๐๕๘ ก.ม. รวมแล้วต้องดูแลพื้นที่ที่ยึดได้ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ตาราง ก.ม. ความลึกและความกว้างของพื้นที่นี่เองที่เป็นหนึ่งในความล้มเหลวของการปฏิบัติการครั้งนี้เพราะไม่มีทหารเพียงพอที่จะ deploy บน พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ และยังส่งผลต่อการส่งกำลังบำรุงอีกด้วย เยอรมนีใช้กำลังพล ๔.๕ ล้านคนในการเริ่มต้นการรุก จนถึงฤดูหนาวปี ๑๙๔๑ เยอรมันสูญเสียกำลังพลไป ๗๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่สหภาพโซเวียตมีกำลังพลเสียชีวิต ๘ แสน บาดเจ็บ ๓ ล้าน และกว่า ๓ ล้านถูกจับเป็นเชลย เหตุผล สำคัญของความล้มเหลวคือการประมาทข้าศึกนั่นเอง ฮิตเลอร์ลำพองใจคิดว่าขนาดประเทศยุโรปตะวันตกยังชนะมาแล้วอย่างไม่ยากเย็น นับภาษาอะไรต้องไปยี่หระกับพวกสลาฟรัสเซียชาติพันธุ์ต่ำต้อยกว่าชาวอารยัน เยอรมัน แม้ว่าโซเวียตจะพ่ายแพ้ยับเยินในช่วงแรกแต่ก็สามารถระดมพล ระดมทรัพยากร และปลุกความรักชาติมาสู้กับเยอรมันได้ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นสิ่งที่เยอรมนีประมาณการณ์ไว้ต่ำเกินไป

1. เดียน เบียน ฟู

จะว่าไปแล้วประเทศฝรั่งเศสหลังจากพ่ายแพ้ให้กับฮิตเลอร์แล้ว หลังสงครามยุติก็พยายามสร้างประเทศสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่ รวมถึงกอบกู้ความอับอายในครั้งนั้นกลับคืนมาให้ได้ แต่ดูเหมือนยิ่งทำยิ่งล้มเหลว 555 อันนี้ว่าไปตามเนื้อผ้านะครับ เพราะปี 1954 แพ้ที่ เดียน เบียน ฟู ปี 1956 เสียคลองสุเอซให้กับอียิปต์ ปี 1960 ถอยออกจากสงครามในอัลจีเรีย แล้วนี่ปีที่แล้วเห็นทหารฝรั่งเศสในอัฟกานิสถานถูกกลุ่มตาลีบันซุ่มโจมตีละลายทั้งหมวด จากยอด 30 นาย ตายไป 10 ที่เหลือบาดเจ็บทั้งหมด แต่ใครคงไม่คิดไปท้ารบกับฝรั่งเศสเต็มตัวน่ะครับถ้าไม่ใช้ประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือรัสเซีย เพราะเค้ามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไฮเทค และมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ดำผุดดำว่ายอยู่ตรงไหนในมหาสมุทรก็ ไม่รู้ เอาเป็นว่าความล้มเหลวที่ผ่านๆ มาเป็นเพราะสภาพแวดล้อมทางการเมืองระหว่างประเทศไม่เอื้ออำนวยให้ฝรั่งเศส กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกต่อไปแล้ว ส่วนที่ผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่นในอัฟกานิสถานถือเป็นเรื่องปกติ ผมถือคติว่าคนผิดพลาดคือคนที่ทำงาน …แต่อย่าผิดพลาดตลอดเวลาก็แล้วกัน บ้านเราคงไม่มีน่ะครับแบบนี้ 555 กรณีการ รบที่ เดียน เบียน ฟู ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวเวียดนามที่ล้มยักษ์ได้เสียงดังสนั่นจริงๆ ทุกวันนี้คนฝรั่งเศสก็ยังงงๆ กับตัวเองเหมือนกันว่าแพ้ไปได้ยังไง แต่ที่แน่ๆ คือความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ตัดสินผลของสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานมา 9 ปี โดยฝรั่งเศสยกเอกราชให้ประเทศอินโดจีนทั้ง 3 ประเทศทันทีแต่ไม่ได้เตือนลุงแซมว่าอย่าเข้าไปยุ่ง 555 ใน ช่วงท้ายๆ ของสงคราม ฝรั่งเศสพยายามแสวงหาสถานการณ์ทางทหารที่ได้เปรียบเพื่อบีบบังคับให้ข้าศึก ต้องเจรจาเพื่อให้ฝรั่งเศสออกจากเวียดนามได้อย่างสง่างาม โดยมีแนวคิดว่าจะดึงดูดความสนใจของข้าศึกที่ เดียน เบียน ฟู และเสริมความเข้มแข้งให้กับส่วนอื่นๆ ของเวียดนาม แล้วเตรียมปฏิบัติการครั้งใหญ่โดยคิดว่า เดียน เบียน ฟู เป็นเกณฑ์เสี่ยงที่ยอมรับได้ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นตรงกันข้าม กลับกลายเป็นว่าฝรั่งเศสเสียเปรียบในการเจรจาเพราะการแพ้ที่ เดียน เบียน ฟู ทำให้มีทหารของตนตกเป็นเชลยศึกกว่า 10,000 คน และฝรั่งเศสจึงละทิ้งทุกอย่างในอาณานิคมอินโดจีน ว่า กันว่าเหตุผลที่แพ้สรุปง่ายๆ คือผู้บังคับบัญชาประมาทข้าศึก คิดว่ายุทธวิธีการสร้างฐานที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงขนาดใหญ่โดยมีสนามบินอยู่ ตรงกลางเพื่อการส่งกำลังบำรุงเหมาะสำหรับการรบในเขตป่าภูเขาในภาคเหนือของ เวียดนามเป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุดแล้ว แถมยังเคยชนะด้วยยุทธวิธีแบบนี้มาก่อนแล้วที่นาซาน (Nasan) จึงไม่คิดที่จะปรับปรุงหลักนิยมและมองไม่เห็นจุดอ่อนคือ ไม่ได้อยู่บนที่สูงข่ม และอยู่ห่างไกลจากส่วนหลัง ส่วน สธ.2 ก็ประมาณการณ์ข้าศึกผิดพลาดมากโข คิดว่าข้าศึกคงมีกำลังไม่เกิน 2 กองพล ความยากของภูมิประเทศคงทำให้ข้าศึกขนปืนใหญ่ไม่เกินขนาด 75 มม.มาใช้ และคงมีกระสุนรบได้ไม่เกิน 7 วัน แต่ปรากฏว่าทหารเวียดมินห์รวมกำลังกันได้ 6 กองพล มากกว่า 60,000 คน (ฝรั่งเศสใน เดียน เบียน ฟู มี 12,000 คน) แถมขนปืนใหญ่ขนาด 105 มม.มาได้ตั้ง 24 กระบอก และพัฒนาเส้นทางการส่งกำลังบำรุงในเขตหลัง สามารถส่งกำลังบำรุงได้เรื่อยๆ ตลอด 57 วันของการรบ สธ.3 ก็ชะล่าใจนึกว่าปืนใหญ่ข้าศึกจะใช้ไม่ถนัดเพราะต้องไปแอบอยู่หลังเนินแล้ว ยิง แล้วก็ทนงคิดว่าปืนใหญ่ฝรั่งเศสลูกหลานนโปเลียนจะกลบเสียงปืนข้าศึกให้เงียบ เป็นเป่าสาก ปรากฏว่าข้าศึกเล่นฝังปืนใหญ่เข้าไปในลาดเนินแล้วยิงออกมา แถมกระจายกระบอกกันออกไปแต่ระดมยิงไปที่เดียวกัน ทำเอา ผบ.กรมปืนฝรั่งเศสฆ่าตัวตายเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำลายปืนเวียดนามลงได้ ผู้บังคับบัญชาฝรั่งเศสก็คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนทางอากาศอย่างเต็มที่ ทั้งเครื่องบินรบและเครื่องบินลำเลียง เอาเข้าจริงๆ การสนับสนุนทางยุทธวิธีไม่ค่อยได้ผล เครื่องบินมีไม่เพียงพอ ต้องบินมาไกล ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และสนามบินของค่ายก็เป็น HPT สำหรับข้าศึก ซึ่งก็เป็นจริง เพียง 3 วันของการรบ ข้าศึกสามารถทำลายสนามบิน ขัดขวางการขึ้น-ลงของเครื่องบิน เหลือเพียงการทิ้งร่มเท่านั้น ข้อผิดพลาดอีกประการคือไม่มีแผนการปฏิบัติการยุทธบรรจบกับหน่วยข้างเคียง เพื่อร่นถอยออกจากวงล้อม และไม่มีการปฏิบัติใดๆ เพื่อทำลายการส่งกำลังบำรุงของข้าศึกมายังพื้นที่การรบเลย !

**หมายเหตุ

ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี http://www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

TOP 10 Warrior

10. Richard I (ลิชาร์ดใจสิงห์)

พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ (8 กันยายน พ.ศ. 1700 – 6 เมษายน พ.ศ. 1742) ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ
ระหว่างปี พ.ศ. 1732 ถึง พ.ศ. 1742 มักจะถูกเรียกพระนามว่า ริชาร์ดใจสิงห์ (Richard the Lionheart)

เนื่องจากในสมัยของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นวีรบุรุษในหมู่ชาวชนบท และในวรรณกรรมก็มักจะกล่าวถึงพระองค์ในแง่นั้น
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษทรงมีพระชนม์ชีพตรงกับต้นสมัยอาณาจักรเชียงแสน
หรือก่อนสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยประมาณ 100 ปี

ริชาร์ดใจสิงห์เป็นโอรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายองค์ที่สามของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษดังนั้นจึงไม่เคยคิดเลยว่า
จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ทรงเป็นโอรสคนโปรดของพระมารดา คือพระนางเอเลเนอร์แห่งอากีแตน ผู้มีเชื้อสายฝรั่งเศส
และเป็นหนึ่งในสตรีผู้มั่งคั่งที่สุดในยุโรปสมัยยุคกลาง

ริชาร์ดเป็นโอรสองค์เล็กร่วมพระมารดาเดียวกันกับมารี เดอ ชองปาญจ์ และ อเล็กซิส แห่งฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นพระอนุชา
ของวิลเลียม เค้าท์แห่งปัวติเยร์ เฮนรียุวกษัตริย์ และ มาทิลดา แห่งอังกฤษ เป็นพระเชษฐาของจอฟฟรีที่ 2 ดยุคแห่งบริททานี
เลโอนอรา แห่งอากิเตน โจอาน ปลองตานเนต์ และ จอห์น แห่งอังกฤษ แม้ว่าจะประสูติที่พระราชวังโบมอนต์ เมืองออกซ์ฟอร์ด
ประเทศอังกฤษ

ไม่นานต่อมา พระองค์ได้ถือเอาฝรั่งเศสเป็นประเทศบ้านเกิด เมื่อพระมารดาและพระบิดาแยกทางกันอย่างเป็นทางการ พระองค์
ได้อยู่ในการดูแลของพระมารดา และได้รับการแต่งตั้งจากพระนางให้เป็นดัชชีแห่งแคว้นอากิเตนในปีค.ศ. 1168 และแห่งแคว้นปัวติเยร์
ในปีค.ศ. 1172 อันเป็นรางวัลปลอบใจให้เนื่องจากเฮนรียุวกษัตริย์พระเชษฐาได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฏราชกุมารในระยะเวลาพร้อมๆกัน
ริชาร์ดและจอฟฟรีที่ 2 ดยุคแห่งบริททานี พระเชษฐาได้เรียนรู้ที่จะปกป้องมรดกของตนเองตั้งแต่วัยรุ่น พระองค์เป็นผู้มีการศึกษาดี
สามารถแห่งบทกวีเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาโปรว็องซ์

พระองค์ยังทรงมีรูปร่างหน้าตาดี ผมสีทอง ตาสีฟ้า สูงประมาณหกฟุตสี่นิ้ว (193 เซนติเมตร) โดดเด่นในกิจกรรมทางการทหาร
และความสามารถทางการเมืองและการทหารต้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้รับการยกย่องว่ากล้าหาญและเด็ดเดี่ยว และสามารถควบคุมบุคคลชั้นสูง
ที่ไม่มีผู้ปกครองได้ในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับโอรสอีกสองพระองค์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ ริชาร์ดไม่ค่อยนับถือพระบิดาเท่าใดนัก
อีกทั้งยังขาดวิสัยทัศน์ และความรับผิดชอบ ในปีค.ศ. 1170 เฮนรียุวกษัตริย์ ได้ขึ้นครองราชบังลังก์อังกฤษและทรงพระนามว่า
พระเจ้าเฮนรีที่ 3 นักประวัติศาสตร์จะเรียกพระองค์ว่า “เฮนรียุวกษัตริย์” เพื่อไม่ให้สับสนกับกษัตริย์องค์ต่อมาที่เป็นหลานของพระองค์
และทรงพระนามว่าเฮนรีเช่นกัน


9. Spartacus

สปาร์ตาคุส (ประมาณ พ.ศ.423-473 หรือเท่า 120-70 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นชื่อของทาสชาวธเรส (Thrace)
ที่ถูกขายให้เป็นนักต่อสู้กับสิงโต (แกลดิเอเตอร์) อยู่ในอาณาจักรโรมันโบราณ สปาร์ตาคุสเป็นผู้นำการลุกฮือของทาส
ที่เมืองคาร์ปัวน์ เมื่อ 73 ปีก่อนคริสตกาล และรวบรวมทาสชนชาติต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก

ก่อการกบฏเอาชนะกองทัพโรมัน บุกขึ้นไปทางเหนือจนถึงดินแดนกอล ทางตอนเหนือของอิตาลี ต่อมากองทัพของพวกกบฏ
พ่ายแพ้ให้แก่กองทัพโรมันซึ่งนำโดย มาร์คัส ลิสินัส คราสซุส ทาสที่ถูกจับได้ถูกนำไปตรึงบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการประจาน
ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เรื่องราวของสปาร์ตาคุส ถูกนำมาสร้างเป็นบัลเลต์ ความยาว 3 องกฺ์ ประพันธ์ดนตรีโดย อะราม คาชาเตอร์ยัน
แสดงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2499 และนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มหากาพย์ เมื่อ พ.ศ. 2503 กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก
รับบทสปาร์ตาคุส โดย เคิร์ก ดักลาส



8. Saladin

ศอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ซาลาดิน มีชื่อภาษาอาหรับเต็มว่า ศอลาฮุดดีน ยูซุฟ อิบนุอัยยูบ
บางครั้งก็ถูกเรียกว่า อัลมาลิก อัลนาศิร ศอลาฮุดดีน ยูซุฟ เกิดเมื่อ ค.ศ.1137 ในตำบลติกรีต (ปัจจุบันอยู่ในอิรัก)
และเสียชีวิตในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1193 ที่เมืองดามัสคัส

เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปกครองมุสลิมผู้มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นสุลต่านมุสลิมผู้ปกครองอียิปต์ ซีเรีย เยเมนและปาเลสไตน์
และเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์อัยยูบีย์ ในสงครามต่อต้านการรุกรานของนักรบครูเสด ศอลาฮุดดีนประสบความสำเร็จในขั้นสุดท้าย
ด้วยการยึดเมืองเยรูซาเลมกลับคืนมาได้ในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1187 ซึ่งทำให้การยึดครองของพวกแฟรงค์
เป็นเวลา 88 ปีต้องสิ้นสุดลง

ศอลาฮุดดีนเกิดในครอบครัวชาวเคิร์ด ในคืนที่เขาเกิด นัจญ์มุดดีน อัยยูบ พ่อของเขาได้รวมคนในครอบครัวเดินทาง
ไปยังเมืองอาเล็ปโปเพื่อไปรับใช้อิมาดุดดีน ซางกี ผู้ปกครองชาวเติร์กที่มีอำนาจในซีเรียตอนเหนือ เขาเติบโตในเมืองบะอัลบัก
และดามัสคัส แต่ในตอนเริ่มแรกนั้นศอลาฮุดดีนให้ความสนใจในเรื่องของศาสนามากกว่าการฝึกฝนทางทหาร เขาเริ่มต้นอาชีพ
อย่างเป็นทางการเมื่อได้เข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ของอะซัดดุดดีน ชิรกูห์ ลุงของเขาซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารคนสำคัญของเจ้าชายนูรุดดีน
ลูกชายและทายาทผู้สืบอำนาจต่อจากซางกี

ศอลาฮุดดีนได้ประสบการณ์ในการรบระหว่างการเดินทางออกศึกสามครั้งยังอียิปต์ภายใต้การนำของชิรกูห์เพื่อป้องกันการรุกราน
ของพวกครูเสด เขาจึงมีนโยบายส่งเสริมให้มีการเติบโตและแพร่ขยายสถาบันต่าง ๆ ของมุสลิม เขาให้การอุปการะนักวิชาการ
และนักเผยแผ่คำสอนอิสลาม ก่อตั้งวิทยาลัยและมัสญิดสำหรับคนเหล่านั้นและแนะนำให้บรรดานักวิชาการเขียนงานวิชาการออกมา
โดยเฉพาะเรื่องการญิฮาด ฟื้นฟูขวัญกำลังใจและสร้างความเชื่อมั่นให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน

ศอลาฮุดดีนประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนดุลอำนาจทางทหารให้เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยการที่เขาสามารถรวบรวมและจัดระเบียบ
กองกำลังที่ไร้ระเบียบวินัยมากกว่าการที่จะใช้เทคนิคใหม่ ๆ ทางทหาร ในที่สุด เมื่อกำลังทหารของเขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกองทัพครูเสด

ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1187 ศอลาฮุดดีนก็สามารถทำลายกองทัพของพวกครูเสดได้ที่ฮัตตีนใกล้กับทะเลสาบไทเบเรีย
ในปาเลสไตน์ตอนเหนือ สงครามครั้งนั้นสร้างความเสียหายให้แก่พวกครูเสดอย่างหนัก จนกองทัพมุสลิมสามารถเข้ายึดราชอาณาจักร
เยรูซาเล็มได้เกือบทั้งหมด เมืองอัคเร, โตรอน, เบรุต, ไซดอน, นาซาเร็ธ, ซีซาเรีย นะบลุส, ญัฟฟาและอัสคาลอนได้ตกเป็นของมุสลิม
ภายในสามเดือน

วันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1187 ศอลาฮุดดีนสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่พวกครูเสด เมื่อเมืองเยรูซาเลมซึ่งเป็นเมืองสำคัญต่อทั้งมุสลิม
และคริสเตียนได้ยอมจำนนต่อกองทัพของเขา หลังจากที่ตกอยู่ในมือของพวกแฟรงค์มาเป็นเวลา 88 ปี ชาวเมืองเยรูซาเลมได้รับการปฏิบัติ
จากกองทัพของศอลาฮุดดีนอย่างดีและมีอารยธรรม ผิดกับเมื่อตอนที่พวกแฟรงค์เข้ามายึดครองซึ่งทำให้ชาวเมืองต้องถูกสังหาร หมู่อย่างเหี้ยมโหด
ทารุณนับหมื่น ๆ คน

หลังจากที่กรำศึกมาเป็นเวลานาน ในที่สุด ศอลาฮุดดีนก็มาถึงจุดสุดท้ายของชีวิต ในขณะที่ญาติพี่น้องของเขากำลังแย่งส่วนต่าง ๆ
ของอาณาจักรกันอยู่นั้น เพื่อนของเขาก็พบว่า ผู้ปกครองที่เป็นนักรบอัจฉริยะและมีคุณธรรมในโลกมุสลิมผู้นี้ไม่ได้ทิ้งเงินทองไว้มากมาย
พอที่จะทำหลุมฝังศพให้สมศักดิ์ศรีได้ หลังจากนั้น ครอบครัวของศอลาฮุดดีนก็ยังปกครองอียิปต์และแผ่นดินใกล้เคียงต่อไปอีกไม่นาน
และในที่สุดก็ถูกพวกมัมลูกเข้ามายึดอำนาจต่อใน ค.ศ. 1250

7. Lieutenant Audie Murphy

Audie Leon Murphy เกิดเมื่อ 20 มิถุนายน 1924 (พ.ศ.2467) ในครอบครัวชาวไร่จน ๆ ที่ ดัลลาส เท๊กซัส พออายุได้ 8 ปี
ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานช่วยครอบครัวเนื่องจากพ่อตาย และต่อมา เมื่อแม่ของเค้าตายอีก ทำให้ ออดี้ ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อดูแลน้อง ๆ จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ความที่ต้องการเงินที่เป็นรายได้ประจำมาเลี้ยงดูครอบครัว ออดี้ จึงสมัครเข้าเป็นทหาร

แต่เนื่องจากขนาดของร่างกายที่เล็กกว่ารายเฉลี่ยโดยทั่วไป และทั้งยังถือว่าเค้าไม่มีความรู้อีกด้วย ทำให้หลาย ๆ หน่วยของกองทัพ
ที่เค้าเข้าสมัครปฏิเสธคำขอของเขา แต่ในที่สุด กองพลทหารราบที่ 3 ก็ยอมรับ ออดี้ เข้าเป็นพลทหารประจำการ

จากความมุมานะในการฝึก และความสามารถยิงปืนได้อย่างแม่นยำในสมัยที่ยังต้องออกล่าสัตว์เพื่อ
มาเป็นอาหารเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อเข้าสู่สมรภูมิ พลทหาร ออดี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้บังคับหมู่รบทั้งที่เป็นพลทหารหน้าอ่อน
และยังมีอายุน้อยอยู่ แต่ ออดี้ ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาจนได้รับการยอมรับในหมู่ทหารด้วยกัน

3 ปีในสนามรบ กับ 9 สมรภูมิย่อยในยุโรปที่ ออดี้เข้าปฏิบัติงาน จากความเก่งกาจ กล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ พลทหาร ออดี้
ได้รับการเลื่อนยศกลางสนามตั้งแต่ นายสิบ จ่า และร้อยตรี ในที่สุด และผลตอบแทนที่ได้รับคือเหรียญกล้าหาญตั้งแต่ขั้นแรกสุด
จนถึงขั้นสูงสุดรวมกันถึง 33 เหรียญ ทั้งจากของสหรัฐอเมริกาเองและจากประเทศพันธมิตรที่เข้าร่วมรบด้วย และได้รับการยอมรับ
จากกองทัพสหรัฐ ฯ ว่า เป็นผู้ที่ได้รับเหรียญกล้าหาญมากที่สุดของกองทัพเลยทีเดียว

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ออดี้ เมอร์ฟี่ ได้ปลดจากกองทัพเมื่อ 21 กันยายน 1945 (พ.ศ.2488) และหันมาสู่การแสดง
โดยการชักนำของ James Cagney ได้เป็นดารานำแสดงเป็นเรื่องแรกในเรื่อง Bad Boy เมื่อปี 1949 (พ.ศ.2492) จากนั้น
ก็เป็นดาราเจ้าบทบาทในสังกัดของ Universal Picture มาอีกเป็นระยะเวลา 15 ปีกับหนังทั้งหมด 26 เรื่อง จนหมดสัญญา
จึงออกมาเล่นหนังกับบริษัทต่าง ๆ อีกรวม 44 เรื่อง นอกจากนั้น ออดี้ ยังสามารถที่จะแต่งเพลงให้กับนักร้องชั้นนำในยุคนั้น
ได้ร้องกันจนเป็นที่ได้รับความนิยมทั่วไปอีกด้วย

ออดี้ แต่งงานครั้งแรกเมื่อปี 1945 (พ.ศ.2488) อยู่ด้วยกันจนถึงปี 1951 (พ.ศ.2494) โดยไม่มีลูกด้วยกัน จากนั้น แต่งงานครั้งที่ 2
ในปี 1951 มีลูกชายกับภรรยาใหม่ด้วยกัน 2 คน

วันที่ 28 พฤษภามคม ปี 1971(พ.ศ.2514) ออดี้ เมอร์ฟี่ เสียชีวิตจากเครื่องบินส่วนตัวตกที่ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ชื่อของเขา
ได้รับการแกะสลักไว้ที่สุสานทหารอาร์ลิงตัน (Arlington National Cemetery) เพื่อแสดงถึงวีรกรรมความกล้าหาญของเขาให้คนรุ่นหลัง
ได้รู้จักตลอดไป และทางมลรัฐเท็กซัสซึ่งเป็นถิ่นเกิดของเขา ยังได้ประกาศเกียรติคุณด้วยการประกาศให้วันที่ 20 มิถุนายน ของทุกปี
เป็นวัน Audie Murphy Day ตั้งแต่ปี 1996 (พ.ศ.2539) เป็นต้นมาอีกด้วย


6. Miyamoto Musashi

มิยะโมะโตะ มุซะชิ (ญี่ปุ่น: 宮本 武蔵 Miyamoto Musashi ) เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2127 ที่เมืองฮะริมะ (Harima)
เป็นซามูไร ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากคนหนึ่ง ว่ากันว่าเขาไม่เคยดวลแพ้ใครโดยการดวลที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือการดวล
กับ ซะซะกิ โคะจิโร

ซามูไรดาบคู่ มิยาโมโตะ มูซาชิ

มูซาชิ ซามูไรดาบคู่ ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ
มีชีวิตอยู่ในราว ค.ศ. 1584-1645 จากประวัติการต่อสู้กว่า 60 ครั้ง ไม่เคยแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียวนั่นไม่ใช่โชคช่วย
แต่เป็นเพราะฝึกฝนมาอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะการฝึกจิตเพื่อเอาชนะศัตรูภายในตนเอง
จนกระทั่ง”มีความสามารถที่จะรบชนะ”

เป็นผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์การต่อสู้ชื่อ คัมภีร์ห้าห่วง (The Book of Five Rings) ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่า
เป็นผลงานอัจฉริยะ มูซาชิ มิได้มีแค่ชัยชนะในสมรภูมิเท่านั้น หากเป็นทั้งการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ-ความหมายแห่งชีวิต
และความเป็นเลิศในเชิงดาบไปพร้อม ๆ กัน

เขาเป็นลูกของซามูไรบ้านนอกขาดแม่ และในวัยเด็กทำท่าว่าจะเป็นคนที่เอาดีไม่ได้ อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของมูซาชิ
คือเป็นคนบึกบึนไม่ยอมแพ้ใครซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของนักรบ สำหรับการเป็นนักรบนั้นแตกต่างจากนักฆ่าโดยสิ้นเชิง
นักรบย่อมเห็นคุณค่าของชีวิตไม่ว่าของตนเอง หรือของผู้อื่น ไม่โอ้อวดเสี่ยงภัยอย่างไร้สาระ พร้อมเสียสละชีวิตเพื่อบรรลุ
จุดมุ่งหมายที่เหมาะสมจริง ๆ

มูซาชิเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลของสมองทั้งสองข้าง ทั้งซีกซ้ายและซีกขวา ใช้ดาบได้อย่างคล่องแคล่วทั้งสองมือ
ดาบคู่ของเขานั้นยังสั้นข้าง-ยาวข้าง ด้วยการชี้แนะของพระเซนรูปหนึ่งที่ชื่อ ทากุอัน มูซาชิได้เลิกนิสัยมุทะลุดุดันชอบเอาชนะ
แบบบ้าเลือด แล้วหันมาแสวงหาหนทางการเป็นนักสู้ที่แท้จริง การใช้กำลังกับภูมิปัญญามิใช่สิ่งแยกออกจากกันได้
มูซาชิอ่านทุกอย่างตั้งแต่ประวัติศาสตร์ปรัชญามาจนถึงตำราพิชัยสงคราม ขณะเดียวกันก็ได้ฝึกควบคุมตัวเองให้รู้จักสงบนิ่ง
เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้าย

มูซาชิได้ค้นพบว่าหนทางแห่งนักรบนั้นแยกไม่ออกจากหนทางแห่งความเป็นคน ความเป็นเลิศในเพลงดาบคือสิ่งเดียวกับความงาม
ความสงัดสุข และความดี พูดอีกนัยหนึ่งคือ มูซาชิจะไม่สามารถบรรลุความเป็นเลิศในฝีมือได้ถ้าหากเขาไม่แสวงหาทางหลุดพ้น
ในระดับจิตวิญญาณไปพร้อมๆกัน

ท่ามกลางการฝึกฝีมือดาบ มูซาชิได้เรียนรู้การวาดภาพ การแกะสลัก การเขียนบทกวี ตลอดจนสิ่งประณีตละเอียดอ่อนอีกหลาย ๆ อย่าง
ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งเดียวกัน ” มันคือศักยภาพของความเป็นคน ”

จากเด็กหนุ่มที่บ้าเลือดไร้ทิศทาง มูซาชิค่อย ๆ กลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ละเอียดอ่อนทั้งกับผู้อื่นและตัวเอง
เขาเติบโตพ้นเรื่องของศักดิ์ศรีหน้าตาที่เป็นเพียงเปลือกนอก ตลอดจนลาภ ยศ สรรเสริญทั้งปวง

อันนี้ทำให้มูซาชิสามารถหลีกเลี่ยงสมรภูมิที่ไม่จำเป็นได้โดยไม่แยแสกับเสียงติฉินนินทา ทว่ายามใดที่ต้องรบ เขาก็สามารถรบ
ได้ด้วยความสงบนิ่งดุจภูผา ศัตรูคนแล้วคนเล่าร่วงล้มด้วยเพลงดาบไร้สำนักของเขา กระทั่งชื่อมูซาชิกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

แม้ในยามที่มีชื่อเสียงแล้วก็ตาม มิยาโมโตะ มูซาชิก็ยังใช้ชีวิตเหมือนนักพรตผู้ถือดาบ กินอยู่สมถะ นุ่งเจียมห่มเจียม ครองตัว
เป็นนักดาบไร้สังกัดปราศจากฐานะตำแหน่งใด ๆ ในวงจรอำนาจซึ่งกำลังแก่งแย่งชิงดีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ในฉากสุดท้ายของนิยาย มูซาชิต้องดวลดาบกับซาซากิ โคยิโร่ ซึ่งเป็นซามูไรที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกคนหนึ่ง และมีฐานะเป็นทั้งเจ้าสำนัก
และอัศวินชั้นสูง ทั้งสองจะต้องประลองฝีมือกันโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันต่อหน้าบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมานั่งดูเป็นสักขีพยาน
สถานที่นัดพบครั้งนั้นอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ห่างจากฝั่งประมาณ 2 ไมล์

ขณะที่ผู้คนจากทั่วสารทิศได้หลั่งไหลกันมาดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น มูซาชิกลับใช้เวลาก่อนดวลนั่งวาดรูป จากนั้นก็ขึ้นเรือลำเล็ก ๆ
ไปสู่จุดนัดหมาย และใช้เวลาบนเรือถากพายหักด้ามหนึ่งเพื่อใช้เป็นอาวุธ ปะทะกันได้ไม่ถึงอึดใจ เขาก็ใช้ดาบไม้นั้นสังหารคู่ต่อสู้ลงไป
และในขณะที่ทุกคนยังไม่หายตื่นเต้นกับฉากดวลระหว่างนักดาบชั้นครู มูซาชิก็โดดกลับลงเรืออย่างเงียบ ๆ ไม่มีท่าทีแยแส
กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง

มิยะโมะโตะ มุซะชิ เสียชีวิตในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2188 ในเมืองฮิโกะ (Higo) ด้วยวัย 61 ปี

5. Gaius Julius Caesar

จูเลียส ซีซาร์ (อังกฤษ: Julius Caesar) หรือ กายุส ยูลิอุส ไคซาร์ (ละติน: GAIVS IVLIVS CAESAR)
เป็นรัฐบุรุษในประวัติศาสตร์เขาได้สถาปนาตนเองขึ้นปกครองกรุงโรม และได้ทำให้อาณาจักรโรมมีชื่อเสียง
เป็นที่รู้จักของชาวโลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ช่วงต้นของชีวิต

จูเลียส เกิดในวันที่ 12 กรกฎาคม เมื่อประมาณ 100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช (พ.ศ. 444) ในตระกูลขุนนางเก่าตระกูลหนึ่ง
มีบิดาชื่อเคอุส จูเลียส และมารดาชื่ออรอเรเลีย ซีซาร์ เป็นมนุษย์คนแรกที่เกิดโดยวิธีการผ่าตัดออกมาทางหน้าท้อง
บิดาของเขาแม้จะมั่งคั่งร่ำรวย แต่ก็มิได้มีตำแหน่งสูงนักในทางราชการ จูเลียสเป็นกำพร้าบิดาตั้งแต่อายุยังน้อย
คงมีแต่มารดาซึ่งคอยให้ความปกป้องคุ้มครองดูแลต่อมา

นับตั้งแต่เด็กมา จูเลียสไม่เคยคิดที่จะยึดเอาการทหารเป็นอาชีพอย่างแท้จริงเลยทั้ง ๆ ที่เขาเคยเข้าฝึกทหารอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เขาตั้งใจจะเป็นทนายความ หรือเป็นนักกฎหมายซึ่งเป็นอาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาในสมัยนั้นมากกว่า

ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกโจรสลัดจับตัวไปเรียกค่าไถ่ เมื่อเขารอดชีวิตกลับมาเขากลับรวบรวมสมัครพรรคพวกและเรือทั้งหลาย
กลับไปยังเกาะที่เขาเคยถูกนำตัวไปกักไว้ ได้สู้รบกับบรรดาโจรสลัดจนได้ชัยชนะนำพวกโจรกลับมารับการลงโทษ
เหตุการณ์นี้ได้แสดงให้เห็นว่า จูเลียสนั้นเป็นผู้ที่ชอบการสู้รบมาตั้งแต่เด็กๆ และก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีชื่อเสียงที่สุดในด้านการทหาร

เมื่ออายุ 21 ปี เขาได้รับเหรียญกล้าหาญในฐานะที่ได้ช่วยชีวิตทหารคนหนึ่งไว้ได้จากการรบ สามารถตีชนะประเทศต่าง ๆ ถึง 300 ประเทศ
ได้เมืองต่าง ๆ ไว้ในอำนาจถึง 800 เมือง แม้แต่ในวงการทหารสมัยปัจจุบันก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมจูเลียส ซีซาร์ จึงสามารถเดินทัพ
และทำสงครามเผด็จศึก ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น ทัพของโรมันได้ชัยชนะตั้งแต่ยุโรปทางตอนเหนือจรดยุโรปตอนใต้ จากสเปน
ไปจนถึงอาเซียน้อยและเรื่อยไปจนถึงอียิปต์

ตลอดเวลาของการเดินทัพ จูเลียสจะกินอยู่หลับนอนร่วมกับทหารเลวทั้งหมด ทั้งมักจะชอบแสดงถึงความกล้าหาญ
ปราศจากความกลัวในภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง4. Hannibal Barca

ฮันนิบาล บาร์กา (อังกฤษ: Hannibal Barca) (พ.ศ. 296-พ.ศ. 360) เป็นรัฐบุรษของชาวคาร์เทจ และเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่
คนหนึ่งในโลกยุคโบราณ เพราะเขาบุกโจมตีโรมและทำศึกโดยปราศจากความพ่ายแพ้เป็นเวลานานกว่า 15 ปี โดยใช้กลยุทธ์
และยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในการรบ

บิดาของฮันนิบาลเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งคาร์เทจ ชื่อ ฮามิลการ์ บาร์กา (Hamilcar Barca) เสียชีวิตในการรบเพื่อกำราบชนพื้นเมือง
ในคาบสมุทรไอบีเรีย ฮัสดรูบาล (Hasdrubal the Fair) บุตรเขยจึงรับหน้าที่เป็นแม่ทัพต่อจากเขา ฮัสดรูบาลสามารถ
สร้างกองทัพคาร์เทจใหม่ได้สำเร็จ แต่ไม่นานเขาก็สิ้นชีวิตลงเนื่องจากถูกชนพื้นเมืองชาวเคลต์ลอบสังหาร และก่อนที่คำสั่งแต่งตั้ง
แม่ทัพคนใหม่จากคาร์เทจจะมาถึง เหล่าทหารก็ยกให้ฮันนิบาลขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งคาร์ธาจีนา (ศูนย์กลางของชาวคาร์เทจในไอบีเรีย)
หลังจากรับตำแหน่ง ฮันนิบาลยังไม่วางแผนโจมตีโรมในทันที เนื่องจากต้องการสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งกับบรรดาเมืองและชนเผ่าต่าง ๆ
ในคาบสมุทรไอบีเรียเสียก่อน

ทว่าในบรรดาเมืองเหล่านั้น นครซากุนโต (Sagunto) ซึ่งมีเหมืองเงินที่อุดมสมบูรณ์ได้ขอเป็นพันธมิตรกับโรมและปฏิเสธข้อเสนอของฮันนิบาล
นอกจากนี้ ซากุนโตยังวางแผนที่จะดึงพันธมิตรต่าง ๆ ในไอบีเรียไปจากคาร์เทจอีกด้วย ฮันนิบาลจึงตัดสินใจเข้าโจมตีซากุนโตในปี พ.ศ. 324
แม้จะรู้ว่านั่นหมายถึงสงครามกับโรมก็ตาม หลังจากล้อมอยู่ไม่นาน ทัพคาร์เทจก็พิชิตซากุนโตได้สำเร็จ ทางโรมทราบเรื่องด้วยความไม่พอใจมาก
แต่เนื่องจากยังไม่ต้องการทำสงคราม ดังนั้น ทางสภาโรมจึงสั่งให้คาร์เทจส่งตัวฮันนิบาลไปยังโรม ฮันนิบาลปฏิเสธและระดมกองทัพทันที

และในปี พ.ศ. 325 สงครามพิวนิกครั้งที่ 2 ก็เริ่มขึ้น ฮันนิบาลแม่ทัพหนุ่มวัย 29 ปี ยกกองทัพอันประกอบด้วยทหารราบคาร์เทจ
และสเปน 70,000 นาย ทหารม้านูมิเดียน 12,000 นาย และช้างศึกหุ้มเกราะ 40 เชือก ออกจากการ์ตาโกโนวา ทางโรมเชื่อว่าฮันนิบาล
จะเข้าตีโรมโดยทางเรือ จึงเตรียมการป้องกันตลอดแนวชายฝั่ง

ทว่าฮันนิบาลทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คือการรุกข้ามเทือกเขาพิเรนีสและเทือกเขาแอลป์เข้าไปทางตอนเหนือของคาบสมุทรอิตาลี
รวมทั้งสามารถเอาชนะกองทัพโรมันได้ในการรบอีกหลายครั้ง แผนที่เส้นทางเดินทัพทางบกของฮันนิบาล ด้วยความเอื้อเฟื้อจาก
ภาควิชาประวัติศาสตร์ วิทยาลัยการทหารสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การรุกรานแอฟริกาเหนือของโรมันก็ทำให้ฮันนิบาลต้องถอนทหารกลับไปป้องกันเมืองคาร์เทจในยุทธการที่ซามา ซึ่
งเป็นการรบครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของสงครามพิวนิกครั้งที่ 2 เขาได้พ่ายแพ้ให้กับกองทัพโรมันที่นำโดยสกีปีโอ อาฟรีกานุส (Scipio Africanus)
โดยเมืองคาร์เทจต้องยอมจำนนต่อกรุงโรมหลังจากที่สูญเสียทหารไปกว่า 30,000 คน และต้องเสียคาบสมุทรไอบีเรียให้กับโรมันไปอีกด้วย

ต่อมาอีก 14 ปี โรมันก็ได้เรียกร้องให้ฮันนิบาลยอมมอบตัว เขาจึงเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่เมืองไทร์ (ปัจจุบันอยู่ในเลบานอน)
ซึ่งเป็นเมืองแม่ของคาร์เทจ (ชาวฟินิเชียนจากเมืองไทร์เป็นผู้ก่อตั้งเมืองนี้) และจากนั้นจึงเดินทางไปที่เมืองเอเฟซุส (ปัจจุบันอยู่ในตุรกี)3. Sun Tzu

ซุนวู (จีนตัวเต็ม: 孫武; จีนตัวย่อ: 孙武; พินอิน: Sūn Wǔ; ซุนอู่) หรือ ซุนจื่อ (จีนตัวเต็ม: 孫子; จีนตัวย่อ: 孙子;
พินอิน: Sūn Zǐ; เวด-ไจลส์: Sun Tzu, แปลว่า “ปราชญ์แซ่ซุน”) เป็นผู้เขียนตำราพิชัยสงครามของซุนวู (ซุนจื่อปิงฝ่า – 孙子兵法)

ที่นับว่าเป็นตำรายุทธศาสตร์ทางทหาร ที่มีอิทธิพลมากของประเทศจีน ปัจจุบันยุทธศาสตร์ในตำราได้ถูกประยุกต์
ใช้อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจและการเมือง หลักการที่สำคัญเช่น รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

ข้อมูลที่มีหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับชีวประวัติของซุนวูคือชีวประวัติที่เขียนขึ้นในช่วง 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาล โดยซือหม่าเชียน
นักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ได้บรรยายถึงซุนวูว่าเป็นแม่ทัพที่อาศัยอยู่ในรัฐอู๋ ในช่วงประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล
ซึ่งอยุ่ในยุคเดียวกันกับ ขงจื๊อ นักปรัชญาจีนผู้ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตามชีวประวัตินี้ขัดแย้งกับหลักฐานอื่นๆ ของยุคนั้น
รวมทั้งลักษณะการเขียนและเนื้อหาของ “ตำราพิชัยสงครามของซุนวู” ก็บ่งชี้ว่าไม่น่าจะเป็นงานที่เขียนขึ้น
ในช่วง 400-320 ปีก่อนคริสตกาล

“ตำราพิชัยสงครามของซุนวู” ได้ทิ้งเบาะแสเป็นนัยๆ ถึงชีวิตของซุนวู เช่น รถม้าใช้ในการสงครามที่อธิบายโดยซุนวูนั้น
มีการใช้เพียงแค่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในช่วงยุค 400 ปีก่อนคริสตกาล ดังนั้นจึงถือว่าบางส่วนของงานเขียนนี้ก็อยู่ในช่วงเวลานั้น
โดยคาดว่าซุนวูมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ตำราพิชัยสงครามของซุนวูได้มีการกล่าวถึงหลายคราในนิยายเรื่อง สามก๊ก

ในเลียดก๊ก ซุนวูเป็นสหายกับอู๋จื่อซี อู๋จื่อซีได้ชักชวนซุนวูให้มารับราชการในแคว้นอู๋ โดยทำหน้าที่ฝึกทหารให้แก่ อู๋อ๋องเหอหลี
อ๋องแห่งแคว้นอู๋ ซุนวูได้เสนอแผนพิชัยสงคราม 13 บรรพ แต่อู๋อ๋องเหอหลียังไม่เชื่อ ซุนวูจึงขอฝึกนางสนมของอู๋อ๋องเหอหลี
อู๋อ๋องเหอหลีก็อนุญาต ในการฝึกมีนางสนม 2 นางได้หัวเราะอย่างสนุกสนานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของซุนวู

ซุนวูจึงสั่งประหารสนม 2 นางนี้ทันที เพื่อให้เห็นถึงความเอาจริง ท้ายที่สุด อู๋อ๋องเหอหลีจึงได้เชื่อมั่นในตัวซุนวูและตำราพิชัยสงคราม
อย่างเต็มที่ ในก่อนคริสต์ศักราช 507 ปี อู๋อ๋องเหอหลีแต่งตั้งให้ซุนวูเป็นแม่ทัพ อู๋จื่อซีและป๋อผีเป็นรองแม่ทัพ ยกพลหนึ่งแสนไปตีแคว้นฉู่
สามารถตีแคว้นฉู่ที่ใหญ่กว่าเข้มแข็งกว่าได้สำเร็จ แต่ต่อมาสถานการณ์พลิกผลัน เพราะฉู่เจาอ๋อง อ๋องแคว้นฉู่ได้หลบหนีไปเสียก่อน
เย่วอ๋องยุ่นฉาง อ๋องแห่งแคว้นเยว่ ฉวยโอกาสที่แคว้นอู๋ว่างเปล่ายกทัพมาตีแคว้นอู๋ อู๋อ๋องเหอหลีจึงรีบยกทัพกลับทันที เย่วอ๋องยุ่นฉางจึงหนีไป
ทำให้อู๋อ๋องเหอหลีผูกใจเจ็บคิดจะล้างแค้นเย่วอ๋องยุ่นฉางตลอดไป

ต่อมาในก่อนคริสต์ศักราช 497 ปี เย่วอ๋องยุ่นฉางถึงแก่กรรม โกวเจี้ยนผู้บุตรได้ขึ้นครองแคว้นแทน จึงคิดฉวยโอกาสไปตีตอนนี้
ซุนวูและอู๋จื่อซีคัดค้าน แต่อู๋อ๋องเหอหลีไม่ฟัง ยกทัพสามหมื่นไปตีแคว้นเยว่ ผลคือทั้งคู่ปะทะกันที่จุ้ยหลี่ ในที่สุดอู๋อ๋องเหอหลีกลับเป็น
ฝ่ายพ่ายแพ้และตนเองก็ถูกอาวุธจนบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่กรรมระหว่างการเดินทางกลับแคว้นอู๋ อู๋อ๋องฟูซาจึงได้ขึ้นครองแคว้นสืบ2. Leonidas I

เลโอไนดาสที่ 1 (อังกฤษ: Leonidas I) เป็นกษัตริย์ของชาวสปาร์ตัน ซึงนำกำลังทหารนักรบสปาร์ต้าจำนวนไม่มากนัก
ไปต่อต้านกำลังทหารที่มีมากมายซึ่งมาจากจักรวรรดิเปอร์เซียที่ยกทัพมารุกรานนครรัฐกรีก

ประวัติสปาตัน

ประมาณปีพ.ศ.63 (480ปีก่อนค.ศ.) กองทัพเปอร์เซียของกษัตริย์เซอร์ซิสที่1 ได้นำกองทัพขนาดมหาศาลจำนวน500,000คน
(ทัพบก250,000 ทัพเรือ250,000)เข้าตีดินแดนกรีกทางเขตมาซีโดเนีย เพื่อเป็นการล้างแค้นแทนพระบิดาของตน(กษัตริย์ดาริอุส)
ที่เคยพ่ายแพ้สงครามแก่พันธมิตรแห่งกรีกในสงครามเปอร์เซียครั้งแรก(พ่ายแพ้การยุทธที่มาราธอน)
และเป็นการเปิดฉากสงครามเปอร์เซียครั้งที่ 2

ด้วยความเข้มแข็งของทัพเปอร์เซียและแผนของแม่ทัพกรีกที่จะถ่วงเวลาเพื่อรวบรวมกำลัง กรีกจึงต้องยอมเสียเมืองเล็กเมืองน้อย
ให้ฝ่ายเปอร์เซียยึดไล่มาเรื่อยจนทัพเปอร์เซียมาถึงบริเวณช่องเขาแห่งหนึ่งคือ “เธอร์โมไพลาย”(Thermopylae)
ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนจะถึงนครเอเธนส์ ช่องเขานี้เองจะกลายเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดแห่งหนึ่งในสงครามครั้งนั้น

ตอนนี้ทัพเปอร์เซียต้องมาเจอกับกองกำลังผสมของทหารเอเธนส์-สปาร์ตา-นครพันธมิตร จำนวน7,000นายซึ่งนำมาโดยกษัตริย์ “เลโอนิดาส”
แห่งสปาร์ตาผู้เจนศึก แต่จำนวนทหารสปาร์ตาที่เชี่ยวชาญสงครามนั้นมีจำนวนแค่น้อยนิด เพราะว่าเวลานั้นเป็นช่วงเทศกาล”คาร์เนี่ยน”
ที่ชาวสปาร์ตาเขาถือกันว่าไม่ควรออกทำศึก ทหารสปาร์ตาที่มาจึงเป็นกองกำลังเล็กๆ ของเลโอนิดาสที่คัดเลือกมานั่นเอง

(เทศกาล”คาร์เนี่ยน”จัดขึ้นในสปาร์ตายุคโบราณเพื่อบูชาเทพเจ้าอะพอลโล่ โดยเมื่อถึงเวลาชาวสปาร์ตาจะเก็บตัวและจัดงานฉลอง
อยู่ในบ้านเมืองตนเองเท่านั้น และห้ามทหารออกรบรึเข้าร่วมศึกสงครามใดๆ ทั้งสิ้น)

เมื่อกว่า2500ปีมาแล้ว กรีกไม่ได้รวมเป็นอาณาจักร แต่เป็นรัฐอิสระจำนวนมาก เช่น เอเธนส์ โครินธ์ และสปาทาซึ่งต่างก็มีกฎหมาย
และระบบการปกครองเป็นของตนเอง ชาวกรีกอยู่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งมีอาณาเขตตั้งแต่ ตรุกี อียิปต์ตอนเหนือ

*แถมเกร็ดนิดหน่อยสมัยนั้นกรีกมีการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีนครรัฐหลายแห่งมารวมตัวกัน ซึ่งนครเอเธนส์กะนครสปาร์ตานี้
จะเป็นคู่กัดกันตลอด เพราะเอเธนส์เน้นการปกครองประชาธิปไตยกับการพัฒนาวัฒนธรรมมีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งสุด
ส่วนสปาร์ตาเน้นด้านเผด็จการทหารมีกองทัพบกที่แกร่งสุด 2 นครนี้จึงต่างแย่งกันจะเป็นผู้นำของกรีก

รวมถึงจากการที่สปาร์ตาทอดทิ้งเอเธนส์ในสงครามเปอร์เซียครั้งแรก (ย้อนกับไปอ่านด้านบน) เมื่อพลนำสารเอเธนส์วิ่งทรหดจากหาด
มาราธอนเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากกองทัพสปาร์ตาจนเป็นตำนานอันลือลั่น (ตำนานการวิ่งมาราธอน) แต่สปาร์ตาไม่ส่งกำลังมาช่วย
เพราะอ้างว่าอาณาจักรของตนกำลังมีเทศกาล”คาร์เนี่ยน”อยู่ และเหตุการณ์ดันพลิกผันเมื่อเอเธนส์สามารถเอาชนะเปอร์เซียตอนนั้น
ได้ด้วยกำลังตนเอง และได้รับการยกย่องจากนครรัฐต่างๆ ของกรีกให้เป็นผู้นำ นครสปาร์ตาซึ่งอยากเป็นใหญ่จึงเริ่มมีอคติกับเอเธนส์มากขึ้น

  • 1. Alexander 

    อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งมาซิโดเนีย (356-323 ปีก่อนคริสตกาล) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า อเล็กซานเดอร์มหาราช
    (อังกฤษ: Alexander III of Macedon หรือ Alexander the Great, กรีก: Μέγας Ἀλέξανδρος, Mégas Aléxandros)

    เป็นกษัตริย์กรีกจากแคว้นมาซิโดเนีย ผู้สร้างชื่อเสียงมากที่สุดของราชวงศ์อาร์กีด เป็นผู้สร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ
    เกิดที่เมืองเพลลา ตอนเหนือของมาซิโดเนีย เมื่อปีที่ 356 ก่อนคริสตกาล ได้รับการศึกษาตามแบบกรีกดั้งเดิมภายใต้การกำกับดูแลของอริสโตเติล
    นักปรัชญากรีกผู้มีชื่อเสียง สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจาก ฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย เมื่อปีที่ 336 ก่อนคริสตกาลหลังจากที่พระบิดาถูกลอบสังหาร
    สิ้นพระชนม์ในอีก 13 ปีต่อมาเมื่อพระชนมายุเพียง 32 พรรษา

    แม้ว่าราชบัลลังก์และจักรวรรดิของอเล็กซานเดอร์จะอยู่เพียงชั่วครู่ยาม แต่ผลกระทบจากการพิชิตดินแดนของพระองค์ส่งผลสืบเนื่อง
    ต่อมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อเล็กซานเดอร์ถือเป็นหนึ่งในบุรุษผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกยุคโบราณ มีชื่อเสียงเลื่องลือในความสามารถทางการรบ
    ยุทธวิธี และการเผยแพร่อารยธรรมกรีกไปในดินแดนตะวันออก พระเจ้าฟิลิปทรงนำแว่นแคว้นกรีกโดยมากบนแผ่นดินใหญ่กรีซให้มาอยู่ภายใต้
    การปกครองของมาซิโดเนีย โดยใช้ทั้งกลวิธีทางการทูตและทางทหาร

    เมื่อฟิลิปสิ้นพระชนม์ อเล็กซานเดอร์จึงได้สืบทอดราชอาณาจักรที่เข้มแข็งและกองทัพที่เปี่ยม ประสบการณ์ พระองค์เป็นที่ยอมรับในด้านการรบ
    จากแว่นแคว้นกรีซ และได้เริ่มแผนการขยายอำนาจแผ่อาณาจักรตามที่บิดาเคยริเริ่มไว้ พระองค์ยกทัพรุกรานดินแดนเอเชียไมเนอร์ภายใต้การปกครอง
    ของอาณาจักรเปอร์เซีย และกระทำการรณยุทธ์อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาร่วมสิบปี อเล็กซานเดอร์เอาชนะชาวเปอร์เซียครั้งแล้วครั้งเล่า
    นำทัพข้ามซีเรีย อียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย และแบคเทรีย ทรงโค่นล้มกษัตริย์ดาริอุสที่ 3 แห่งเปอร์เซีย และพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย
    ได้ทั้งหมด1 พระองค์ไล่ตามความปรารถนาที่ต้องการเห็น “จุดสิ้นสุดของโลกและมหาสมุทรใหญ่ที่เบื้องปลาย” จึงยกทัพบุกอินเดีย

    แต่ต่อมาถูกบีบให้ต้องถอยทัพกลับโดยบรรดาทหารที่กำเริบขึ้นเนื่องจากเบื่อหน่ายการสงคราม อเล็กซานเดอร์สิ้นพระชนม์ที่เมืองบาบิโลน
    ในปีที่ 323 ก่อนคริสตกาล ก่อนจะเริ่มแผนการรบต่อเนื่องในการรุกรานคาบสมุทรอาระเบีย ในปีถัดจากการสิ้นพระชนม์ของอเล็กซานเดอร์
    เกิดสงครามกลางเมืองทั่วไปจนอาณาจักรของพระองค์แตกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้เกิดเป็นรัฐใหญ่น้อยมากมายปกครองโดยบรรดาขุนนางชาวมาซิโดเนีย
    แม้ความเป็นผู้พิชิตของพระองค์จะโดดเด่นอย่างยิ่ง

    แต่มรดกของอเล็ก

  • ที่มา http://men.postjung.com/641578.html